ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 8 |ถ้าไม่อยากจนลงทุกวัน

ถ้าไม่อยากจนลงทุกวัน

ระบบการเงินทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นและคนจนก็ยิ่งจนลง  จะพูดถึงระบบที่ขโมยความมั่งคั่งของเราไปยิ่งทำยิ่งจน  ยิ่งอยู่ยิ่งใช้ชีวิตยากขึ้นเคยสงสัยไหมว่าอดีตเรารู้สึกว่าเรารวยกว่านี้อย่างเช่น  ปู่ย่า  มีลูก 7 คนสามารถส่งให้เรียนหนังสือได้ครบทุกคน  ในสมัยนั้นการจะได้เรียนหนังสือยังเป็นเรื่องที่ยากมากแต่สามารถที่จะส่งให้เรียนหนังสือได้ครบทุกคน  แต่สมัยนี้การที่จะมีลูกซักคนยังเป็นเรื่องที่ยากเลย  ในสมัยก่อนการซื้อบ้าน  การมีที่ดินค่อนข้างที่จะง่ายมากซื้อราคาถูก  จับจองง่าย  บ้านก็หลังใหญ่เบ้อเร่อ  แต่ในสมัยนี้เด็กจบใหม่เงินเดือนตั้ง 20,000 บาทมากกว่าคนสมัยก่อนเยอะแต่เงิน 20,000 บาทซื้อบ้านสักหลังยังเหนื่อยเลย  อาจจะได้แค่คอนโดเล็กๆสัก 1 ห้อง  เราดูเหมือนมีเงินเยอะขึ้นก็จริงแต่ว่าทำไมเราเหมือนจนลงเพราะ  ระบบการเงินและทุนนิยมทำให้คนเรามันมีความห่างชนชั้นกันมากยิ่งขึ้นคนรวยเขามีเงินและเขามีความรู้ทางด้านการเงินเขายังสามารถตักตวงความมั่งคั่งไปได้เรื่อยๆ  แต่คนจนที่ไม่มีความรู้ทางด้านการเงินก็ยิ่งโดนตักตวงไปเรื่อยๆจนไม่เหลืออะไรเลยและตัวการใหญ่ที่สุดอันนึงนั่นก็คือ เงินเฟ้อ

1

     เวลาที่พูดถึงเงินเฟ้อขึ้นคนหลายคนก็รู้สึกว่าเงินเฟ้อไม่ได้น่ากลัวอะไร  ก็แค่เงินเฟ้อถ้าเราฟังตามวิทยุหรือว่าตามที่เขาสอนกันเงินเฟ้อก็คือดีกว่าเงินฝืด  “เงินเฟ้อนิดเป็นอะไรที่ดีมากแต่ว่าเงินฝืดเป็นอะไรที่ไม่ดี”  เงินเฟ้อต่อปีประมาณ 2% , 3% ก็รู้สึกว่าไม่ได้เยอะเท่าไหร่  แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ปริมาณของ currency หรือว่าเงินตรา  เงินมันฟู่ฟ่อนมันเยอะมหาศาลด้วยปริมาณเงินขนาดนั้นการเสื่อมค่าของมันก็มีอยู่แล้วเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นขอยกตัวอย่าง

2-horz

สมมุติประเทศไทยผลิตทุเรียนได้ปีนึงประมาณ 1 ล้านลูกสมมุติให้ลูกละ 10 บาททั้งปีมีผลได้ทุเรียน 1 ล้านลูกโดยลูกละ 10 บาทแต่พอปีถัดไปผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่าจาก 1 ล้านลูกเป็น 1000 ล้านลูกภายใน 1 ปีคุณคิดว่าอยู่ดีๆทุเรียนเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่ามันยังจะขายราคา 10 บาทได้อยู่ก็ไม่ได้เพราะว่าอะไรที่มันมีมากมูลค่าราคามันจะลดลงเหลือลูกละ 1 บาทเช่นเดียวกับเงินและเงินตราที่บินว่อนไปทั่วโลกใบนี้เงินมันมีเยอะขึ้นเมื่อมาเทียบกับสินค้าที่เรามีอยู่เช่น  ข้าวสาร , ทองคำ , ที่ดิน  สิ่งที่มันมีอยู่จำกัด  มันไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วยกันแล้วเงินจะถอยค่าลงและราคาสินค้าทุกอย่างจะแพงขึ้นสินทรัพย์สูง  เราจะวัดค่าความเสื่อมของเงินหรือว่าเงินเฟ้อวัดจากอะไรได้บ้างแน่นอนว่าจำเป็นต้องวัดจากทรัพย์สินหรือราคาอ้างอิงว่างั้นเฟ้อ 2-3 %  มาจากไหนเช่น

4

ราคาก๋วยเตี๋ยวไม่เคยขึ้นราคาทีละ 2 สตางค์ 3 สตางค์  มันขึ้นครั้งละ 5 บาทจาก 30 เป็น 35 ขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์  มันเยอะมาก

5       ดัชนีของสินทรัพย์อีก 1 ตัวที่สามารถบอกค่าเงินเฟ้อได้นั่นก็คือ  ทองคำ  ในสมัยก่อนคือใช้เป็นสิ่งแลกซื้อสินค้าใช้แทนเงินเพราะฉะนั้นสมัยก่อนทองคำไม่มีราคาขึ้น เพราะว่าถ้าทองราคาขึ้นหมายความว่าสินค้าทุกอย่างราคาลง  ซึ่งมันก็จะอ้างอิงกันไปเรื่อยๆ  ราคาจึงไม่ขึ้นและไม่ลงถ้าคุณลองมองราคาทอง 10 ปีหรือ 20 ปีย้อนหลังกันดีกว่าในปี 47 ทองอยู่ที่ราคา 6,000 บาทตอนในน้ำหนักทอง 1 บาทแต่พอผ่านมา 10 ปีทองราคา 20,000 บาทซึ่งราคาก็โตขึ้นมาประมาณ 3 เท่าถ้าคิดเป็นอัตราการเติบโตก็ทบต้นประมาณ 15 % ใน 10 ปีก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างจะคุ้มค่า  เงินของเรามีค่าน้อยลงเมื่อเทียบกับทองคำปีละ 15% แปลว่าเงินเก็บของคุณโตน้อยกว่าปีละ 15% ถือว่าคนจนลงแล้วเมื่อเทียบกับทองคำหรืออาจจะใช้ดัชนีตัวอื่นในการวัดก็ได้   ซึ่งก็ไม่ได้กล่าวว่าเงินเฟ้อมันขึ้น 10% อะไรหรอกแต่ถ้าสมมุติว่าวันนี้เงินเฟ้อ  มันไม่ใช่แค่ 2% มันมากกว่านั้นคุณจะทำอย่างไรดีถึงจะพูดอย่างนี้  บางคนก็ยังไม่เข้าใจว่าเงินเฟ้อมันน่ากลัวอย่างไร  เพราะว่าเราถูกสอนว่ามันไม่ได้น่ากลัวความจริงมันน่ากลัวนิยามของเงินเฟ้อ

6

สมมุติว่าวันนี้คุณมีเงินอยู่ 100 บาทปีหน้าถ้าเงินเฟ้อ 3% เงิน 100 ของคุณมันจะซื้อของได้เพียง 97 บาทในปีหน้าแต่มันจะเป็นเงิน 100 เท่าเดิม  แต่มูลค่าจริงๆมันลดเหลือ 97 บาท  หมายความว่าคุณถูกขโมยเงินไป 3 บาททุกๆปีอันนี้ในกรณีเงินเฟ้อ 3% แต่ถ้ามันมากกว่านั้น  คุณถูกควักเงินออกจากกระเป๋าไปเรื่อยๆทรัพย์สินทุกอย่างจะยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆแล้วรายได้ของคุณค่าแรงขั้นต่ำของคุณมันเพิ่มขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อคุณจะไม่มีทางรวยได้เลยมีแต่จะจนลงไปเรื่อยๆ  พอคนเริ่มจนลงไปเรื่อยๆก็จะเริ่มเอาทรัพย์สินของเขามาขายอย่างเช่นชาวไร่ ชาวสวน  ติดหนี้เยอะบริหารเงินไม่เป็นเขาจะเริ่มเอาที่ดินมาขายซึ่งที่ดินส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่ดินของบรรพบุรุษของพ่อ  ของแม่  เอาออกมาขายเรื่อยๆ ถ้าคนรุ่นนี้ขายที่ดินจนหมดแล้วลูกหลานจะทำมาหากินอะไรพอเรียนจบก็ก็ไม่มีที่ดินไว้ทำมาหากิน

7

เขาต้องทำงานเพื่อชดใช้ระบบทั้งชีวิตเขาไม่สามารถใช้ชีวิตของตัวเขาเองได้เลยและนี่คือสาเหตุที่ทำให้คนรวยก็รวยขึ้นและคนจนก็ยิ่งจนลงไปเรื่อยๆ….

Related Posts