ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 6 | กลวิธีเสก กระดาษธรรมดาให้มีค่ายิ่งกว่าทอง

 
 

กลวิธีเสก กระดาษธรรมดาให้มีค่ายิ่งกว่าทอง 

       เคยสงสัยไหมว่ากระดาษที่ต้นทุนไม่กี่บาททำไมถึงมีมูลค่าสูงจะพูดถึงสิ่งที่คุ้นเคยและใช้กันอยู่ทุกวันนั่นคือ  “เงิน” นั่นเอง

44

การเกิดเงินเหรียญ

ในช่วงที่เงินเพิ่งเริ่มต้นใช้และถูกพัฒนาได้ถึงทุกวันนี้  ในสมัยก่อนที่เงินยังไม่เกิดขึ้นการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือสิ่งของในสมัยนั้นใช้การเอามาแลกกันเช่น  เอาไข่ไก่แลกมะนาว , วัวแลกข้าว  เป็นต้น  แต่การแลกเปลี่ยนมันมีข้อจำกัดตรงที่ว่าบางครั้งวัวมันตัวใหญ่  แต่อยากได้แค่ไข่ไก่ไม่กี่ฟองจะให้ตัดขาวัวไปแลกมันก็ไม่สมกัน   การแลกเปลี่ยนในสมัยนั้นจึงเกิดปัญหาขึ้นมาดังนั้น  ตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นหลายประเทศก็ใช้ตัวกลางในการแลกเปลี่ยนไม่เหมือนกันเช่น  ชาวอินเดียแดงใช้ขนนกในการแลกเปลี่ยน , ประเทศไทยเองก็เป็นเงินพดด้วง , หอย  แต่ทุกคนทุกประเทศก็จะมีสิ่งที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่เชื่อเหมือนกัน  ถามว่าขนนกหรือหอยในสมัยนั้น  จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น  แต่สิ่งที่ทำให้หอยหรือขนนกหรืออะไรก็ตามมันมีค่าก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นในชุมชนหรือประเทศนั้นให้ความเชื่อถือมั่นใจกับสิ่งๆนั้น  ดังนั้นคำว่าเงินหรือว่าตัวกลางต่างๆในการแลกเปลี่ยน  มันจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความมั่นใจ  มีความเชื่อมั่นในสิ่งนั้นร่วมกันอย่างเช่น  คนสมัยนั้นประเทศไทยเชื่อว่าพดด้วงสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าได้แต่ถ้าเอาไปซื้อแลกเปลี่ยนที่อเมริกาก็ไม่สามารถที่จะซื้อได้เพราะว่าความมั่นใจที่อเมริกาเขาไม่ได้มั่นใจเหมือนประเทศไทย  เพราะฉะนั้นเงินพดด้วงก็ซื้อได้แค่ของประเทศไทยอย่างเดียว  ดังนั้นสิ่งที่เขาไว้แลกเปลี่ยนกันขึ้นอยู่กับชุมชนนั้นๆ

3 แต่พอถึงจุดๆ นึงที่การเดินทางการค้าขายมาเชื่อมโยงกันมากขึ้นตัวกลาง  ในการแลกเปลี่ยนมันก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปเขาจำเป็นต้องหาตัวกลางหรือเงินที่ 2 ประเทศหรือ 2 พื้นที่ยอมรับเหมือนกัน  สิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลกนั่นคือทองทองเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างยาวนานนับ1,000ปี

4 และสมัยนั้นเงินก็คือทองเหตุผลหลักๆที่ทำให้ทองมีความเชื่อมั่นก็คือว่ามันเป็นสิ่งที่หายาก , ทำประโยชน์ได้ , มีจำกัด , เป็นสิ่งที่คนให้ความเชื่อร่วมกันทำให้ทองเหมาะกับการแลกเปลี่ยนที่สุดแต่พอถึงวันวันหนึ่งเศรษฐกิจการค้าขายเจริญเติบโตขึ้นการใช้ทองในการแลกเปลี่ยนมันมีไม่พอ  เพราะทองมันมีจำกัด  เมื่อซื้อขายกันเยอะๆจำนวนทองที่เอามาแลกเปลี่ยนมันน้อยลง  ทำให้ความคิดในการเพิ่มเงินมันเกิดขึ้น  ในอดีตสมัยโรมันต่างๆ  เขาก็ใช้เหรียญทองในการแลกเปลี่ยนสินค้าแต่พอมีความต้องการใช้เหรียญเพิ่มจำนวนขึ้นมาเขาก็เอาเหรียญเหมือนเดิมแต่ว่าเติมทองแดงไปด้วยซึ่งช่วงแรกๆ  คนก็ไม่ได้เอะใจอะไรแต่พอนานไปนั้นไปเศรษฐกิจเริ่มโตความต้องการ  การใช้เงินมันมากขึ้นเรื่อยๆ  เขาเลยเพิ่มสัดส่วนของทองแดงมากขึ้น  ทองจริงๆลดลง  พอเป็นแบบนี้เงินเหรียญต่างๆก็เยอะมาก

1110จำนวนเงินเหรียญเงินเหรียญทองมันเยอะขึ้นมหาศาล  ราคาสินค้าในตลาดแพงขึ้นอย่างสูงมาก  มีหลายเหตุผลที่ทำให้มันเป็นแบบนั้นคือ

  • คนเริ่มเสื่อมในการเชื่อมั่นในเหรียญทองอันนั้น  พอเขาเริ่มรู้แล้วว่ามันผสมทองแดงเยอะความบริสุทธิ์ของทองหรือสิ่งที่มีค่าจริงๆ  มันเริ่มน้อยลงทำให้มูลค่าของเหรียญนั้นมันลดลง
  • อะไรที่มีมากมันก็จะด้อยค่าลงไปเมื่อก่อนที่ทองมีมูลค่าก็เพราะว่าหายาก  มันไม่สามารถทำเพิ่มได้แต่พออยู่ดีๆ  เหรียญทองมันมีมากมายความต้องการของมันก็จะลดลงมันก็จะถอยค่าลงเมื่อเทียบกับสินค้านั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมสินค้าราคาเพิ่มขึ้นเพราะราคาสินค้ามันเพิ่มขึ้นสูงเงินในระบบมันก็เริ่มมีน้อยลงไป  สินค้าทุกอย่างมันเพิ่มขึ้นหมด  ผู้ปกครองก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรก็เลยต้องทำเงิน , พิมพ์เงินการผลิตเงินขึ้นมาคือผสมทองแดงเยอะขึ้น  จนกระทั่งเป็นทองแดงอย่างเดียวไปเลย  ก็ยิ่งทำให้มูลค่าของเงินน้อยลงเพราะยิ่งมีมากก็ยิ่งน้อยลงและราคาของก็ยิ่งสูงขึ้นและนั่นเป็นสาเหตุล่มสลายของเศรษฐกิจนั่นคือเรื่องราวของเหรียญทอง-เหรียญทองแดง  ในอดีต

การเกิดเงินธนบัตร 

ในสมัยก่อนใช้ทองในการแลกเปลี่ยนทอง  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าถูกยอมรับกันทั่วโลกทองเป็นสิ่งที่คนหลายคนต้องการมากๆ  ทำให้การถือทองเก็บทองในตัวเองมันมีความเสี่ยงอย่างเช่น  คุณเป็นพ่อค้าคนถือทองเดินข้ามทะเลทราย  หรือเดินเรือข้ามแม่น้ำทางไกลโอกาสเจอดักปล้นก็เกิดขึ้นได้ง่ายทำให้การเก็บทองหรือการเคลื่อนย้ายทองมันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากลำบาก  ในสมัยนั้นจึงเกิดธนาคารขึ้นมาธนาคารไม่ใช่ธนาคารที่เราเห็นในปัจจุบันแต่เป็นธนาคารที่ใช้ในการเก็บทองเท่านั้น  ในแต่ละวันคนก็จะเอาทองของตัวเองไปฝากธนาคารและธนาคารก็จะให้เป็นตั๋วแลกทองกลับมาอย่างเช่น  นายA  ฝากทองไว้ 10 บาท  ธนาคารก็จะให้ตั๋วทอง  คุณมีใบตั๋วใบนี้คุณก็สามารถมาแลกทองที่ธนาคารได้  การเกิดการแลกตั๋วขึ้นมามันสามารถทำแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง  คือไม่ต้องเก็บไว้ในบ้านก็ไม่ต้องเครียด , เวลาที่คุณเดินทางจากที่ควรจะพกไปเยอะคุณก็พกแค่ตัวอันนี้ใบเดียวพอ  พอถึงอีกเมืองนึงคุณก็เอาตั๋วทองนี้ไปแลกทองได้  พอตั๋วแลกทองนี้เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นคนก็คิดว่าตั๋วใบนี้มีค่าเสมือนทองแทนที่คุณจะเอาทองซื้อกับข้าวหรือว่าข้าวสารผ้าห่ม  คุณสามารถใช้ตั๋วใบนั้นแลกซื้อของได้เลยพอเวลาผ่านไปเรื่อยๆคนก็เริ่มเชื่อมั่นในตั๋วแลกทองใบนี้มากขึ้น  เขาใช้ในการแลกเปลี่ยนกันเก็บกันซื้อขายสินค้ากันโดยที่เขาลืมไปแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ใช้แลกซื้อทองและนี่คือจุดเริ่มต้นของการเกิดธนบัตร

ดังนั้นธนบัตรที่มีค่าจริงๆมันต้องมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมันอยู่มันถึงจะมีค่าในตัวมันเอง  เช่น  ตั๋วแลกทองตัวอันนี้มีค่าเทียบเท่ากับทอง                  ซึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐในสมัยนั้นก็มีค่าเทียบเท่ากับทองเช่นเดียวกัน  ซึ่งถ้าคุณไปดูแบงค์ดอลลาร์สมัยก่อนคุณจะเห็นว่ามันมีคำที่พิมพ์ว่า          in gold coin ทำให้เงินดอลลาร์ที่อยู่ไหนบนโลกใบนี้ สามารถมาแลกทองได้จริงๆ

     อเมริกาเขามีทองหนุนหลังเงินของเขาในช่วงแรก  อัตราการแลกเปลี่ยนเป็นอัตราที่คงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  แต่พอไปๆมาๆ  เงินในระบบมันมีไม่พอใช้คุณลองจินตนาการไปถึงยุคโรมันที่เล่าไปข้างต้นเงินมันมีไม่พอใช้  เศรษฐกิจมันโตก็ต้องอัดฉีดเงินแต่ว่าเงินในระบบมันมีจำกัดพอเงินไม่พอใช้  อเมริกาจึงเกิดการพิมพ์เงินออกมาโดยที่ไม่สนใจทองแล้วในปี 1971 ประธานาธิบดี Nixon Shock ประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำ

13

หมายความว่าเงินดอลลาร์ทุกใบจะไม่สามารถแลกทองได้อีกแล้วในอัตราเดิมเหมือนปล่อยลอยตัวในปี 40 แล้ววันนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ทองขึ้นสูงมากเมื่อดอลลาร์ถูกแยกออกจากทองคำแล้ว  ความเชื่อถือของดอลลาร์ก็ลดลงอย่างที่เรารู้กันว่าเงินตราหรือธนบัตรมันจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันมีสิ่งที่หนุนหลังที่อ้างอิงแต่อยู่ดีๆ  ทองที่มีค่าที่คนทั้งโลกเชื่อถือมันถูกตัดออกไปแล้ว  พอมีการยกเลิกมาตรฐานทองคำออกมาสิ่งที่ค้ำประกันให้กับธนบัตรทุกใบก็คือภาษีของคนอเมริกานั้นเอง  และนับจากวันนั้นก็เป็นวันที่เงินดอลลาร์ฟูฟ่องบินไปทั่วโลกปริมาณเงินมหาศาลขนาดนี้ผลักดันให้สินทรัพย์  ทรัพย์สินต่างๆหรือแม้กระทั่งทองคำเองมีมูลค่าสูงขึ้นด้วย  เมื่อสิ่งไหนที่มีมากมูลค่าจะลดลงดอลลาร์หรือเงินธนบัตรเมื่อมีมากมูลค่ามันก็จะลดลงไปด้วย   แต่ทรัพย์สินต่างๆเช่น  ที่ดิน , ทองคำ  ราคามันสูงขึ้นเหตุผล  2  อย่างนั่นก็คือว่า

1.มันมีมูลค่าสูงขึ้นจากความต้องการที่สูงขึ้น

2.คือสิ่งที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนการซื้อของมันมีมูลค่าต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกัน  อ้างอิงกัน  ทำให้อีกอันดูสูงขึ้น

9

*****และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมซื้อแต่ทรัพย์สิน , ซื้อแต่ที่ดิน , ซื้อแต่อสังหา  ไม่เก็บเงินสดเพราะว่าเงินของเราทุกบาททุกสตางค์มีแต่จะน้อยค่าลงลดค่าลงไปเรื่อยๆ 22

ในอดีตทอง 1 ออนซ์เท่ากับ 25 ทรอยออนซ์  แต่ปัจจุบันทอง 1 ทรอยออนซ์ ก็เท่ากับประมาณ 1,300  ดอลลาร์เพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่า  นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากให้คุณสังเกตเมื่อก่อนทองไม่มีราคาขึ้นเพราะว่าทองเป็นสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้า แต่ปัจจุบันทองราคาเติบโตขึ้นขนาดนั้นอยากจะถามว่าทองราคาขึ้นหรือว่าเงินที่คุณถือมันมีค่าลดน้อยลงอยากให้คุณเริ่มตระหนักรู้ว่าเงินของคุณถูกขโมยไปตลอดเวลา 33

ในอดีตที่เขาใช้ทองในการแลกเปลี่ยนสินค้าคุณรู้ไหมว่าก็จะมีพวกพ่อค้าหรือคนบางคนเขาขูดขอบเหรียญออกคุณลองนึกภาพขอบเหรียญปัจจุบันมีรอยหยัก  แต่คนบางคนในอดีตขูดขอบเหรียญออกแล้วก็เอาทองออกมาดังนั้นพอซื้อขายเปลี่ยน  เกิดการเปลี่ยนมือไปมาเหรียญจะมีรูปทรงเล็กลงไปเรื่อยๆ  พอมันเล็กจนไม่มีคนอยากจะรับเพราะว่าเขารู้ว่าเขาโดนหลอก  เขาโดนขโมยเงินไป  แต่พอมาในสมัยนี้คนก็โดนถูกขูดขอบเหรียญออกไปเหมือนกันออกไปปีละ 2% – 3% จากเงินเฟ้อ เมื่อผ่านไปเรื่อยๆ

ปกป้องเงินของคุณให้ดีปกป้องมั่งคังด้วยความรู้ทางการเงินของคุณ

Related Posts