ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 37 | เหตุผลที่ สหรัฐ อาจจะเสื่อมถอย! ขั้วอำนาจเปลี่ยน ระเบียบโลกเดิมจะหมดไป

เหตุผลที่ สหรัฐ อาจจะเสื่อมถอย! ขั้วอำนาจเปลี่ยน ระเบียบโลกเดิมจะหมดไป

Ray Dalio ผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่สุดในโลก

ได้เขียนบทความ  The Changing world order ตอน The Big Picture in a Tiny Nutshall

Ray Dalio บอกว่าที่ประเทศแต่ละประเทศจะขึ้นเป็นใหญ่  เป็นมหาอำนาจที่มีความมั่งคั่ง  และมีกำลังการทหารนั้น  จำเป็นที่จะต้องเป็นประเทศที่ดีสุดเสมอไป  แต่ต้องมาด้วยความกระตือรือร้น  ความอยากมีพลังอำนาจในตรงนั้นด้วย  เพราะว่าก็มีบางประเทศที่มีความมั่งคั่งสูงแต่เขาไม่ได้คิดจะทำสงครามหรือจะครอบครองอำนาจมากขึ้น  อย่างเช่น  สิงคโปร , สวิตเซอร์เเลนด์  ประเทศเหล่านี้มีความมั่งคั่งร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้เป็นมหาอำนาจ

แต่หากลองมองย้อนเรื่องราวในอดีตการที่สร้างความมั่งคั่ง  ก็มีทั้งการปล้นมาหรือแม้กระทั่งการขุดหาทรัพยากรใต้ดิน  และเมื่อเขาร่ำรวยที่สุดก็จะกลายเป็นมหาอำนาจ  กฎระเบียบต่างๆของโลกก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยผู้ที่เป็นมหาอำนาจ  ด้วยความมั่งคั่งและอำนาจ  กำลังการทหาร  การเทรด  หรือการค้าขายต่างๆ  เขาสามารถที่จะเป็นผู้นำสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ  เพื่อทำให้ผู้ค้า  หรือประเทศอาณานิคมต้องทำตามกฎระเบียบ  ซึ่งกฎเกณฑ์ต่างๆจะถูกออกแบบด้วยมหาอำนาจในยุคนั้นๆ  ในทางกลับกันประเทศมหาอำนาจนั้นๆมีความถดถอยหรือเสื่อมอำนาจลง  กฎเกณฑ์หรือระเบียบต่างๆที่ถูกร่างไว้ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน  โดยอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามมหาอำนาจใหม่ที่ขึ้นมาแทนที่  และทั้งหมดเป็นสาเหตุที่ Ray Dalio  กำลังที่จะบอกถึงว่าขั้วโลกเปลี่ยนจะทำให้ระเบียบโลกถูกเปลี่ยนไปด้วย productivity หรือผลิตผล  เป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่งคั่ง  สร้างอำนาจ  หรือการสร้างมาตรฐานการครองชีวิต

โดย  Ray Dalio ให้ความหมายของ productivity นั่นก็คือผลผลิตส่วนบุคคลที่ถูกผลักดันและถูกสร้างมาจากการศึกษา  การก่อสร้าง  หรือแม้แต่กระทั่งสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเองก็ตาม   และสิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกสร้างมาอย่างต่อเนื่องมันจึงทำให้ productivity โดยรวมเติบโตขึ้นไปด้วย Ray Dalio  ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการศึกษามากๆ  เขาบอกว่าการศึกษามันจะช่วยพลักดันให้เกิดเศรษฐกิจ  การศึกษาเปรียบเสมือนอาวุธของประเทศให้ได้มีวัตนกรรมใหม่ๆขึ้นมา  ทำให้ผลผลิตของประเทศเริ่มเติบโตขึ้น เพราะเขาจะสามารถไปวางแผนการเติบโตของอย่างไรต่อไปได้

หากย้อนกลับไปดูย้อนหลังโลกทั้งโลก  ดูเหมือนจะเป็นขาขึ้น  เพราะว่าได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์มากมายที่จะเพิ่มproductivity หรือผลิตผลให้กับโลกใบนี้  ซึ่งหากดูการเติบโตของ  GDP

Screen Shot 2563-07-17 at 10.09.53 copy

การเติบโตของ  GDP  ที่หักเงินเฟ้อออกแล้ว  จะเห็นได้ว่าในปี 1980  มีการเติบโตของ GDP  เติบโตค่อนข้างรุนแรงเนื่องจากมีการประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ  เช่น  มีการคิดค้นสิ่งพิมพ์  ในยุโรป ศตวรรษที่  15 จึงทำให้การศึกษาถูกกระจายไปอย่างรวดเร็ว  ทำให้ผู้คนมี productivity ที่สูงขึ้นในแต่ละบุลคลจากเมื่อก่อนเป็นยุคเกษตรกกรรม  ความมั่งคั่งจะเติบโตได้เพียงแค่ที่ดินเพียงอย่างเดียว  แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นยุคอุสาหกรรม productivity ของโลกมันก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล  หลังจากปฏิวัติอุสาหกรรมก็นำมาซี่งการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงเพราะว่าเขาสามารถสร้างอำนาจ  และความมั่งคั่งได้จากการใช้ผสมผสานกันระหว่างการศึกษา  การประดิษฐ์  และในเรื่องของทุนนิยม

จากกราฟถึงแม้ว่า  GDP  ของโลกเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆแต่ภายใต้การเติบโตของ productivity ในส่วนนั้นก็มีความวุ่นวายของในแต่ละช่วงเช่นเดียวกัน  เช่น  ช่วงเศรษฐกิจเติบโตและพังลงไปเป็นรอบๆ  หรือการปฏิวัติต่างๆหรือแม้แต่กระทั่งการเกิดสงครามด้วย  ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็ได้บ่งบอกว่าในแต่ละช่วงที่เกิดความวุ่นวายนั้นมีความเกี่ยวข้องกับในเรื่องของการล้มสลายของเงิน  และการถ่างของความเหลื่อมล้ำ  ในการต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความมั่งคั่งและอำนาจ  อย่างเช่น  การปฏิวัติและเรื่องของสงคราม  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นการท้าทายของประเทศ  ความมั่งคั่งของประเทศ  ว่าประเทศใดมีความเข้มเเข็งอดทนต่อสภาวะที่เกิดขึ้นและในหลายๆครั้งที่ความวุ่นวายที่กล่าวมานั้นก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจได้

Screen Shot 2563-07-17 at 10.27.56

คือวัฏจักรการล้มของหนี้มันค่อนข้างรุนแรง  ยกตัวอย่างเช่น  ตอนที่เกิดวิกฤต The Great Depression   productivity หรือ GDP ของอเมริกาตกลงไปแค่ 10% แต่ในตลาดหุ้นร่วงไปกว่า 85% นี้คือระดับของการพังทลายจากวัฎจักรของหนี้

มีการกู้หนี้อย่างมหาศาลโดยเฉพาะรัฐบาล  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะใช้หนี้  ดังนั้นธนาคารกลางจึงได้ทำการพิมพ์เงินเข้ามาเพื่อที่จะดูแลหนี้เหล่านั้น  ซึ่งก็คล้ายกับในปัจจุบันนี้ เมื่อเกิดการล้มสลายของหนี้  การจับจ่ายก็พังลงด้วย  และทางรัฐบาลเองก็ทำการพิมพ์อัดฉีดเข้ามาในระบบอยู่ตลอดเวลา  หลังจากการแตกตัวของฟองสบู่  จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น  ผู้คนเริ่มที่จะต่อสู้เพื่อเเย่งชิงเงิน  หรืออำนาจ  เกิดการปฏิวัติขึ้น  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในสมัยก่อน  แต่ปัจจุบันก็เริ่มที่มีให้เห็นเช่นเดียวกันเมื่อทุกอย่างพังลง  ก็เกิดการปฏิวัติการต่อต้านของประชาชน
ซึ่งจะเห็นว่าการเกิดวิกฤตทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ , เรื่องของสงคราม  และเรื่องของไวรัส  มันก็จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโลกหรือแม้แต่ขั้วอำนาจ  ซึ่งไม่เคยเกิดทั้ง  3 สิ่งนี้พร้อมๆกัน
การเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจ  ทั้งในเรื่องของความมั่งคั่ง  เรื่องของทำนาจในรอบ  500 ปี
ซึ่งประเทศจีนเป็นประเทศที่มีผลประกอบการที่ดีในช่วงก่อนปี 1800  ซึ่งมีความโดดเด่นมากกว่าทางฝั่งยุโรปด้วยซ้ำ  ในส่วนของเนเธอร์แลนด์ก็เป็นประเทศเล็กๆที่มีการเติบโตมาเป็นเจ้าโลกในปี 1600  ตามมาด้วยประเทศอังกฤษที่มีอะไรคล้ายๆกัน  และเกิดการพีคในช่วงปี 1800  และสุดท้ายประเทศอเมริกาได้เติบโตมาสงครามโลกและเป็นมหาอำนาจในช่วงเวลา  150 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2  และในขณะก็เริ่มที่จะถดถอยลงเมื่อกำลังเปรียบเทียบกับประเทศจีน
Screen Shot 2563-07-17 at 15.51.12

จากภาพ  เส้นสีแดง คือประเทศจีนเติบในช่วงก่อนปี 1980  และค่อยๆมาตกต่ำลงซึ่งในตอนนี้จีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างหนักหน่วง  ในขณะเดียวกันสีสน้ำเงินคืออเมริกา  ที่มีทิศทางเศรษฐกิจตกต่ำลง  โดยสวนทางกับจีนที่เริ่มเติบโตขึ้น

Ray Dalio  ได้มองว่าการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจมีการเกิดและดับอยู่ตลอดเวลาไม่ใครที่สามารถจะอยู่ได้ตลอด  ซึ่งในช่วงนี้ก็มีทิศทางที่จีนจะขึ้นแซงอเมริกาได้ในอนาคตเช่นเดียวกัน   Ray Dalio ยังได้บอกอีกว่าหากต้องการที่จะวัดว่าประเทศที่เป็นมหาอำนาจนั้น  สามารถวัดได้ด้วยปัจจัยทั้ง  8 อย่าง

  1. Education  การศึกษา
  2. Competitiveness  การเเข่งขัน
  3. Technology  เทคโนโลยี
  4. Economic output  ผลผลิตทางเศรษฐกิจ
  5. Share of world trede  สัดส่วนการซื้อขายหรือการค้าขายในโลก
  6. Military strength  การทหาร
  7. Financial center strenght  ความเป็นศูนย์กลางของทางด้านการเงิน
  8. Reserve currency  สกุลเงินเป็นที่ยอมรับและมีผู้ใช้อย่างแพร่หลาย

Screen Shot 2563-07-17 at 16.45.53

การที่จะขับเคลื่อนหรือการที่จะเป็นมหาอำนาจของแต่ละอาณาจักร  หากลองมองดูจากกราฟจะเห็นว่าสีน้ำเงินคือการศึกษา  ประเทศที่จะเติบโตเป็นมหาอำนาจจำเป็นที่จะต้องศึกษาพุ่งนำตั้งแต่ในช่วงแรก  เมื่อการศึกษาเริ่มเติบโต  สิ่งที่ตามมาคือสีแดงหรือเทคโนโลยี  เมื่อการศึกษาดีจะทำให้เทคโนโลยีหรือวัตนกรรมจะมีการเพิ่มเข้ามา  สิ่งที่ตามมาเป็นอันดับ 3 นั้นคือสีเขียวหรือความสามารถทางด้านการแข่งขัน  เมื่อสามารถเเข่งขันได้สิ่งที่ตามมาจะมี 3  อย่างนั่นคือ  การทหาร , การค้าขาย และผลลัพธ์  เป็นสิ่งที่ชัดเจนเมื่อสามารถเเข่งขันได้ผลลัพธ์ก็จะต้องออกมามากขึ้น  และการค้าขายก็เติบโตขึ้น  เมื่อมีผลลัพธ์และการค้าขายดี  ก็จำเป็นต้องมีการทหาร  เพราะในสมัยก่อนนั้นการเดินเรือหรือการค้าขายต่างๆจะต้องใช้ทหารในการคุมเรือ  ไม่เช่นนั้นจะถูกโจรสลัดปล้นของไปจนหมด  จากนั้นสิ่งที่ตามมาคือเรื่องของศูนย์กลางการเงิน  และสุดท้ายคือการใช้สกุลเงินของเขาจะมีการใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วโลก  หรือว่าผู้คนต่างยอมรับค่าสกุลเงินของเขา  ซึ่งชัดเจนเลยว่าหากการศึกษาหรือว่าการค้าขาย  เศรษฐกิจดี  การทหารเข้มเเข็ง  ผู้คนก็เริ่มที่จะเชื่อใจในอำนาจบารมี  ก็จะเริ่มใช้สกุลเงินของประเทศนั้นๆในการค้าขาย  ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ  แต่เมื่อลองมองดูในจุดจบของกราฟจะเห็นว่าสิ่งที่ถดถอยเป็นสิ่งแรกและทำให้ทุกอย่างถูกพังทลายลงมานั่นคือ  การศึกษา  เมื่อการศึกษาพังทุกอย่างก็เริ่มที่จะพังและตกต่ำตามๆกันมา  และในเรื่องของ Financial Center ยังอยู่นานการอย่างอื่น

หากลองมองในเรื่องของ  Big Cycle  หรือวัฏจักรโดยภาพใหญ่จะมีอยู่ 3 ช่วง

ช่วงแรกเป็นช่วงที่  การเติบโต  การเเข่งขัน  สร้างความได้เปรียบ

ช่วงที่สองคือ  ช่วงที่อยู่บนจุดสูงสุด

ช่วงที่สามคือ  ช่วงการถดถอย

Ray Dalio  ยังได้สรุปส่ิงที่ต้องมีสำหรับประเทศที่กำลังจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็น

ช่วงแรกช่วงที่รุ่งเรือง 

สิ่งแรกเลยต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก  การศึกษาไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของทักษะความสามารถหรือการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว  แต่ยังรวมไปถึงทักษะการสอนด้วย  ประเทศนั้นๆต้องมีการคอรัปชั่นที่ค่อนข้างน้อยและต้องมีความเคารพต่อกฎหมายเป็นอย่างสูง  คนในประเทศสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี  ต้องมีสิ่งที่เป็นมุมมองร่วมกันอย่างเข้มเเข็ง  มีจุดร่วมที่เข็มแข็งอยู่ในทิศทางเดียวกัน  มีความคิดที่เปิดกว้างที่เป็นสากล  มีการแข่งขันที่แข็งแกร่งสามารถที่จะต่อสู้ในตลาดโลกได้  และทั้งหมดจะมานำซึ่งการเติบโตของรายได้ที่เข้มแข็งแล้วจะทำให้ประเทศสามารถที่จะลงทุนในเรื่องระบบการศึกษา  และการวิจัยเพื่อพัฒนา  เพื่อที่จะทำให้ประเทศมีความเข้มแข็ง  สามารถเพิ่มผลผลิตของประเทศได้มากยิ่งขึ้น  สามารถที่จะสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมาได้  และตามมาด้วยเรื่องของสัดส่วนแบ่งการค้าขายของโลก  มีทหารที่เข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถคุ้มเรือของตัวเอง  เพื่อที่จะคุ้มเศรษฐกิจ   และเพื่อคุ้มข้อตกลงต่างๆของตัวเองเรื่องของการทหาร  ต่อให้คุณมีทักษะที่ดีแค่ไหนแต่การทหารของคุณอ่อนแอก็จะถูกโจมตีได้อยู่ดี  ต่อไปตามมาด้วยเรื่องของ Financial Center  เป็นศูนย์กลางของการลงทุนการเงิน   มีความเข้มแข็งของตลาดทุน  มีความเข้มแข็งของสกุลเงินของตัวเอง    และเรื่องของการปล่อยหนี้หรือปล่อยกู้  ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยของการเติบโตในช่วงรุ่งเรือง

ในช่วงของจุดสูงสุด

ทางคนในประเทศเริ่มที่จะเติบโตขึ้น  รวยขึ้น  เมื่อรวยขึ้นแล้วค่าเเรงก็แพงขึ้น  เริ่มมีการพักผ่อน  มีไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้นและประกอบด้วยการที่เป็นประเทศที่เข้มแข็ง  มีค่าเงินที่เป็นสกุลหลักของโลก  ก็จะสามารถทำให้กู้เงินได้ง่ายขึ้น  เมื่อต้นทุนถูกขึ้นผู้คนก็เริ่มที่จะขี้เกียจมากขึ้น  เริ่มที่จะไม่เรียนรู้  แล้วเมื่อถึงจุดๆนึงการเเข่งขันก็เริ่มสู้ไม่ได้จะเข้าสู่การถดถอย

ประเทศเทศที่ร่ำรวยจะมีต้นทุนที่เเพงไม่ว่าจะทำอะไรก็จะดูมีราคาแพงไปหมด  ซึ่งการเเข่งขันจะสู้ประเทศที่เกิดใหม่ไม่ได้เพราะว่าประเทศที่เล็กๆจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าและมีการต่อสู้ดิ้นรน  มีความขยันและพัฒนาเรียนรู้

ซึ่งในช่วงสุดท้ายหรือในช่วงของจุดสูงสุด  เป็นช่วงที่ถดถอย  โดยมาจากสาเหตุในช่วงที่  2 เมื่อประเทศสามารถกู้เงินได้เยอะทำให้หนี้มีก้อนที่ก้อนใหญ่มากขึ้น  ส่วนมากแล้วการที่กู้เงินมาไม่ได้นำไปลงทุนเพื่อให้ได้กำไร  ไม่คุ้มค่า  เนื่องด้วยต้นทุนทุกอย่างมันแพงขึ้นดังนั้นเมื่อหนี้มันเริ่มโตขึ้น  ทางธนาคารกลางก็เริ่มที่จะพิมพ์เงินเข้ามาแต่ว่ายิ่งพิมพ์มากขึ้นเท่าไหร่ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็น้อยลงไปเรื่อยๆ  ทำให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจ

ประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วจะเกิดความเหลื่อมล้ำมหาศาล  การอัดฉีดเงิน  ก็ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำห่างมากขึ้นจึงเกิดความขัดแย้งกันระหว่างคนรวยกับคนจน  ยิ่งเศรษฐกิจตกต่ำ  ผู้คนต่างตกงานก็จะเกิดการประท้วงหรือแม้แต่กระทั่งเกิดการประฏิวัติด้วยเช่นกัน  ความวุ่นวายก็จะเริ่มค่อยๆเกิดขึ้น  ผู้คนเริ่มที่จะไม่เคารพต่อกฎกติกาของสังคม  เมื่อเกิดความวุ่นวายของประเทศทำให้คนรวยๆกลัวว่าเงินของเขาถูกเอาไปหรือถูกคุกคาม  เขาจึงได้ทำการย้ายทรัพย์สินต่างๆไปอีกที่นึงที่รู้สึกว่ามีความปลอดภัยมากยิ่งกว่า  ประกอบกับว่าประเทศดั่งเดิมที่เจริญเเล้วมันมีพวกภาษีค่อยข้างเยอะ  ในการโอนย้ายทรัพย์สินจึงดูมีเหตุผลค่อนข้างที่จะครอบคลุม อาจจะด้วยย้ายเพราะความกลัว  ย้ายไปที่ประเทศที่มีการเก็บภาษีน้อยๆ  เป็นต้น  จึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าที่ประเทศเกิดความเหลื่อมล้ำมากๆ  คนรวยจะถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่ต้องเสียภาษีที่เยอะ  เมื่อเป็นแบบนี้เขาจึงอยากที่จะย้ายเงินออกไปข้างนอก  ซึ่งในตอนนี้คนรวยหรือบริษัทต่างเริ่มย้ายไปเพื่อหนีกับดักทางด้านภาษี  จึงทำให้เศรษฐกิจหรือ GDP ของประเทศก็ยิ่งหดตัวเข้าไปอีกเรื่อยๆ  ความสามารถในเรื่องของการเเข่งขันก็ลดตามไปด้วย

ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด  คือเป็นปัญหาของเรื่องทางด้านโครงสร้าง  ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้โดยนโยบาลเดียวหรือคำสั่งเพียงคำสั่งเดียว  เพราะมันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาค่อยข้างนานอาจจะใช้เวลาเป็น  10 ปี  และหากมีประเทศเกิดใหม่ที่มีความเข้มแข็งกว่า  เป็นประเทศที่น่าลงทุนกว่า  หรือมีความสามารถในเรื่องของการเเข่งขันได้มากกว่า  การที่ประเทศดั่งเดิมที่เคยเจริญแล้วพร้อมกับหนี้ที่มหาศาล  รวมถึงมีปัญหาภายในที่มากมาย  การที่จะกลับตัวขึ้นมาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากมากเลยทีเดียว  ดั่งนั้นคนรวยหรือบริษัทต่างจึงเลือกการที่จะย้ายทรัพย์ออกนอกประเทศ  เพื่อไปประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า  และนี้คือการเกิดประเทศหรือขั้วอำนาจหรือระเบียบโลกใหม่ขึ้นมา.

สรุป

การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก  การเติบโตของอาณาจักรอำนาจมีการเกิดและการดับลง  ส่ิงที่ Ray Dalio  ดูเหมือนจะให้ความสำคัญมากที่สุดนั่นก็คือ  เรื่องของการศึกษา  เพราะการศึกษาจะนำมาซึ่งเรื่องของเทคโลโลยี  ผลผลิต  และนำมาซึ่งเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน  หากประเทศสามารถแข่งขันได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า  ประชาชนในประเทศก็จะยิ่งมีความขยัน  ต่อสู้ดิ้นรน  เพื่อให้เป็น 1 เดียวกันมากกว่า  จะมีเรื่องของการคอรัปที่น้อย  ปัญหาความเหลื่อมล้ำน้อยลง  ก็จะมีโอกาสที่จะขึ้นมาเป็นประเทศอันดับ 1 หรือเป็นประเทศมหาอำนาจได้  แต่กลับกันประเทศที่มีความยิ่งใหญ่อยู่แล้วมันมีในเรื่องของต้นทุนแฝง  มีในเรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้าง  เช่น  ความเหลื่อมล้ำ , ปัญหาการเมืองภายใน  , ปัญหาค่าเเรงแพง  , การหดตัวของเศรษฐกิจ  และปัญหาของหนี้  ซึ่งในเรื่องปัญหาเหล่านี้มีเยอะมาก  และเมื่อปัญหาต่างๆเริ่มมีความรุนเเรง  ความปลอดภายในประเทศเริ่มน้อยลง  ทำให้บริษัทใหญ่ๆเริ่มที่จะหนี้ความวุ่นวายไปลงทุนในประเทศที่มีปัญหาที่น้อยกว่าและดีกว่า  ประกอบการที่มีคู่แข่งที่กำลังเติบโตมาอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการทหาร  การเงิน  สุดท้ายแล้วสัดส่วนของ currency  ที่เป็นทุนสำรอง  ก็ทำให้เริ่มีคนใช้ลดน้อยลง  คนเริ่มดึงเงินออก  ประเทศจึงเกิดการหดตัว  และล้มลงไปในที่สุด  นี้คือการเปลี่ยนแปลงของขั้วโลก  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว  ระเบียบโลกก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย.

หากบทความนี้มีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมาณ.ที่นี่ด้วย

Related Posts