ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 36 | ครั้งนึง ญี่ปุ่นเคยท้าทายอเมริกา.. | บทเรียนวิกฤตญี่ปุ่น

ครั้งนึง ญี่ปุ่นเคยท้าทายอเมริกา.. | บทเรียนวิกฤตญี่ปุ่น

Screen Shot 2563-07-17 at 08.46.35

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีขนาดของประชากรมากกว่าอเมริกาเป็นเท่าตัวแต่มีขนาดของเศรษฐกิจเพียง 2 ใน 3 ของสหรัฐอเมริกา

หากย้อนกลับไปในอดีตญี่ปุ่นได้สร้างปาฏิหาริย์อะไรไว้มากมายตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แพ้สงครามถูกยึดอำนาจทางทหาร  แต่ก็ยังเป็นข้อดีอย่างหนึ่งคือว่าญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องไปลงทุนลงแรงกับทหารมาก  ประกอบกับมีเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดกับชาติตะวันตกมาพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วโดยเป็นอุตสาหกรรมระดับต้นๆของโลกได้  ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เรียนรู้จากชาติตะวันตกได้ค่อนข้างรวดเร็วและใช้งานได้อย่างชัดเจน  ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเอเชียแรกที่ทำการล่าอาณานิคม  ถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่แพ้สงครามแต่ว่ามีการพัฒนาเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถไล่ทันเทียบเท่าชาติตะวันตก

ในปี 1973 เป็นปีที่ราคาน้ำมันของโลกราคาค่อนข้างสูงมากเพราะว่าเกิดการขัดแย้งกันในตะวันออกกลางในฝั่งของอเมริกา  อิสราเอล  และผู้ค้าน้ำมันในภาคตะวันออกกลาง  และอเมริกาเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันเยอะมากที่สุดในโลก  ทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักในเรื่องของราคาที่เพิ่มขึ้น  จำเป็นต้องมีนโยบายต่างๆเช่น  ลดความเร็วบนทางด่วน , ใช้น้ำมันให้น้อยลง  แต่ตอนนั้นประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์รายใหญ่  และมีวัตกรรมการประหยัดพลังงาน  ประหยัดน้ำมัน  ทำให้ประเทศญี่ปุ่นค้าขายรถยนต์ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม  และไม่ใช่มีแค่เพียงรถยนต์เท่านั้น  ประเทศญี่ปุ่นยังมีสินค้าต่างๆอีก เช่น  เครื่องเสียง  เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในตอนนี้ทั่วทั้งโลกต่างใช้สินค้าของประเทศญี่ปุ่นอย่างแพร่หลายมากๆ

ในปี 1980 อุตสาหกรรมยานยนต์หรืออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นถือว่าทรงพลังมากๆ  สามารถที่จะแข่งขันได้ทั่วโลก  ทำให้ในขณะนั้นอเมริกาเริ่มที่จะขาดทุนแต่ถ้าเทียบกันจริงๆแล้วประเทศอเมริกาอยู่ในช่วงที่พัฒนาเทคโนโลยี  แต่ประเทศญี่ปุ่นขยายเทคโนโลยีไปได้ค่อนข้างไกลแล้วทำให้ญี่ปุ่นดูมีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างสูง  ถ้ามองในปัจจุบันก็คล้ายๆกับประเทศจีน เนื่องจากต้นทุนที่ถูกกว่าของดีกว่า  ด้วยเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วกว่า  อเมริกาจึงเริ่มกังวลเหมือนกันแต่ด้วยความที่เขาเป็นเจ้าโลกและเป็นเบอร์ 1 เขามีอำนาจในกำลังการทหารมากมาย  ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าการค้าขายหรือเทรดต่างๆ  ถึงแม้ว่าจะขายดีหรือเติบโตมากเท่าใดแต่ถ้าคุณไม่มีอะไรมาปกป้องประเทศคุณหรือว่าการทหารจะทำให้เงื่อนไขต่างๆทางผู้นำโลกเสนอมาคุณก็จำเป็นต้องยอมรับ   ดังนั้นอเมริกาได้เสนอข้อตกลงนึงที่ชื่อว่า Plaza Accord. ซึ่งเป็นข้อตกลงกับประเทศที่ได้ดุลจากอเมริกา  เพื่อที่จะต่อรองทำการจัดการให้ประเทศเหล่านี้มีค่าเงินที่แข็งกว่า  ที่จริงแล้วในเรื่องของค่าเงินดอลลาร์ตอนลงก็ทำให้อเมริกาส่งออกได้ดีขึ้นก็จริงแต่ในทางกลับกันค่าเงินเยนของประเทศญี่ปุ่นกับสูงขึ้นด้วย

ซึ่งในตอนนั้นในปี 1985 เงินดอลลาร์ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 242 เยน  และหลังจากทำสัญญา  1 ดอลลาร์สามารถแลกได้เพียง 153 เยนเท่านั้น  ตอนนั้นสินค้าทางอเมริกาในสายตาชาวโลกดูราคาถูกลง  แต่ในทางกลับกันประเทศญี่ปุ่นสินค้าดูแพงขึ้นประมาณ 70 % จากเดิม  ญี่ปุ่นด้วยความที่ไม่สามารถต่อรองอะไรได้มากเพราะว่าไม่ได้มีอำนาจอะไรมากมาย  มีเพียงการค้าขายก็ต้องยอมรับข้อตกลงไป  อย่างที่บอกว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ฉลาดซึ่งค่อนข้างปรับตัวได้เร็วมากเมื่อค่าเงินตัวเองแข็งจึงได้ทำการย้ายกำลังการผลิตมาอยู่ที่อินโดนีเซีย , มาเลเซียหรือแม้กระทั่งประเทศไทยเอง  โดยมาตั้งกำลังการผลิตนอกประเทศเลย  เป็นเหมือนกับการส่งออกเงินทุนออกมาข้างนอกสามารถซื้อของได้เยอะขึ้นเพราะว่าเงินของประเทศญี่ปุ่นแข็งขึ้น  ญี่ปุ่นเติบโตเป็นอย่างมากและค่าเงินเยนของญี่ปุ่นก็แข็งขึ้นไปอีกทำให้คนญี่ปุ่นยิ่งรวยขึ้น  จึงทำการกู้เงินราคาถูกเพื่อลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์

ในตอนนั้นค่าเงินญี่ปุ่นแข็งที่สุด 1 ดอลลาร์สามารถแลกได้ 75 เยน  จากเมื่อก่อนที่ต้องใช้ถึง 242 เยนจึงจะแลกได้ 1 ดอลลาร์  ในตอนนี้อสังหาทั่วโลกถูกประเทศญี่ปุ่นช้อนซื้อ  หรือแม้แต่กระทั่งตึกEmpire State เองก็เป็นของญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทุกอย่างดูเหมือนเป็นใจเพราะว่ากู้เงินก็สามารถกู้ได้ง่าย  ซื้อหุ้นหุ้นก็ราคาขึ้น  ซื้ออสังหาราคาอสังหาก็เพิ่มขึ้น  โดยดัชนี Nikkei ภายใน 5 ปีไปถึง 39,000 จุดก็เรียกได้ว่าเป็นตัวที่สูงที่สุดในโลกในตอนนั้น  จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค้าขายและก็มีเศรษฐกิจที่ขนาดใหญ่มากๆ  แต่ว่าการค้าขายหรือการที่มีเศรษฐกิจที่มั่นคงไม่ได้แปลว่าจะเป็นเจ้าโลกได้เพราะว่ามีหลายประเทศที่รวยเหมือนกันแต่ก็ไม่สามารถที่จะเป็นเจ้าโลกได้อย่างเช่นสิงคโปร์ , สวิตเซอร์แลนด์  เพราะว่าการที่จะเป็นเจ้าโลกได้จำเป็นต้องมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง  เช่น  กำลังการทหาร  นอกจากพวกเทคโนโลยีการศึกษาหรือแม้กระทั่ง reserve currency แล้วจำเป็นต้องมีกำลังการทหาร  แต่ว่าประเทศญี่ปุ่นขาดในส่วนนี้ไป  ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี 1985  อเมริกาก็เริ่มมีเทคโนโลยีตัวใหม่นั่นก็คือ microsoft  ซึ่งมาพร้อมกับเรื่องของ www.  เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกในคราวนั้นเลยก็ว่าได้  อเมริกาจึงเริ่มเติบโตมาจากเทคโนโลยี  ในปี 1990 ส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ฟองสบู่แตกและทำการอุ้มหนี้  ราคาอสังหาร่วงระนาวประชากรเกิดความยากจน  จนทำให้ศูนย์เสียเงินและเศรษฐกิจซึ่งยังไม่กลับมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้  เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังไม่เคยกลับไปจุดเดิมอีกเลยตั้งแต่ในปี 1990

เงินในประเทศฝืดเคืองอย่างหนักผู้คนต่างพากันหวาดกลัว  และออมเงินหลังจากญี่ปุ่นได้ฟองสบู่แตกไปเงินทุนทุกอย่างก็ไหลออกไปที่สหรัฐอเมริกา  เพราะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีใหม่อย่างเช่น www   และเกิดstartup ในสมัยนั้นมากมาย  ทั้ง microsoft ที่สร้าง windows  , amazon , eBay , yahoo ในตอนนั้นผู้คนต่างหลั่งไหลเข้าไปเก็งกำไรหุ้นเทคโนโลยีก่อให้บางตัวสูงถึง 200 เท่า  ก็ยังสามารถซื้อขายกันได้อย่างมหาศาล  รัชนีจะ 800 จุดไปเป็น 5,000 ภายใน 5 ปีตั้งแต่ปี 1995 ถึงปี 2000 และสุดท้ายอย่างที่ทุกคนทราบกันว่าฟองสบู่แตกในปี 2000 นั่นก็คือ Dot-Com crisis

บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ต่อให้เป็นประเทศที่ใหญ่แค่ไหนแต่ถ้ามีความโลภก็สามารถเกิดฟองสบู่แตกได้  และเศรษฐกิจพังลงได้เช่นเดียวกันเหมือนกับหลายครั้งที่ผ่านมา  อย่างเช่น  เกิดฟองสบู่ในปี 40 ของประเทศไทย , วิกฤตในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้กระทั่งปี 1920 ที่อเมริกาเองก็ตามเพราะว่าฟองสบู่เกิดขึ้นมาเยอะมาก  แต่ส่วนใหญ่เกิดมาจากความโลภ  การปล่อยกู้เกินกำลังตัว  การเก็งกำไร  ดันให้ราคาทรัพย์สินอสังหาเติบโตขึ้น  ประเทศญี่ปุ่นก็ถือว่าบอบช้ำหนักตั้งแต่ในปี 1990  และโดน Dot-Com crisisในปี 2000 ไปอีกรอบนึง  แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะพังเสมอไปอย่างหุ้น amazon ในตอนนั้น ตอนนั้นมีหุ้นละ 1 ดอลลาร์  ตอนนี้มี 100 ดอลลาร์หรือ 100 เท่าในปี 2000  แต่ก็ลงมาเหลือ 5 ดอลลาร์ในปี 2001  แต่ปัจจุบัน amazon ตอนนี้อยู่ที่ 3,000 กว่าจุดแล้ว  แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกตัวจะรอดบางตัวก็พังลงไป

ในปัจจุบันก็มีการแข่งขันที่คล้ายคลึงกับในสมัยก่อนนั้นที่มีประเทศคู่แข่งตัวฉกาจ  ซึ่งในตอนนี้ก็คือประเทศจีน  และหุ้นในเทคโนโลยีมี PE ที่สูงมาก  แต่ไม่ได้บอกว่ามันไม่สามารถซื้อได้หรือไม่ได้บอกว่าจะพังทุกตัว  อาจจะมีบางตัวที่พุ่งจะเป็นคล้ายๆกับamazon ในช่วงนั้น

สรุป

ญี่ปุ่นผงาดง้ำในช่วงปี 19 ปลายๆ  และก็ถูกขัดขาโดยการทำข้อตกลง  Plaza Accordt  ทำให้ค่าเงินญี่ปุ่นแข็ง  แต่ญี่ปุ่นเองก็แก้เกมโดยไปลงทุนต่างประเทศเพื่อที่จะได้ต้นทุนราคาถูกของเพื่อนบ้าน  อย่างเช่น  ประเทศไทย , มาเลเซีย  และอินโดนีเซีย  เพื่อส่งออกกลับไปเมื่อรวยมากๆก็ทำการกู้เงินแหลกลาดลงทุนเก็งกำไร  จึงเกิดฟองสบู่แตกและก็พังไป  แล้วเมื่อพังลงไปแล้วก็ทำให้เงินต่างๆหลายไหลเข้าไปในอเมริกา  อเมริกาก็ยิ่งเติบโตจากเทคโนโลยีเช่น microsoft  , amazon  และอื่นๆ  ก็พุ่งทะยาน  แต่ว่าสุดท้ายแล้ว  ก็เกิดฟองสบู่ Dot-Com crisis  เศรษฐกิจของอเมริกาก็พังลงมาเช่นเดียวกัน.

หากบทความนี้มีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วย

Related Posts