ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 34 | ซาอุ เดินเกมส์เหนือชั้น! กำจัดคู่แข่ง ไล่ซื้อบริษัท โลกธุรกิจช่างโหดร้าย

ซาอุ เดินเกมส์เหนือชั้น! กำจัดคู่แข่ง ไล่ซื้อบริษัท โลกธุรกิจช่างโหดร้าย

Screen Shot 2563-07-16 at 13.05.35

มหากาพย์ของซาอุดิอาระเบีย  เริ่มตั้งแต่ที่เขามีนโยบายเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเงินของประเทศแทนที่จะพึ่งพาน้ำมันกลับกลายเป็นว่าจะไม่พึ่งพาน้ำมันอีกในปี  2030  ซึ่งภายในอีก 10 ปีข้างหน้าซาอุตั้งใจว่าจะพึ่งพารายได้จากทางอื่นมากกว่าน้ำมันจึงได้เข้าไปลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีมากมาย  เช่น  Softbank หรือแม้แต่กระทั่งหุ้นในอเมริกาเองก็ตาม

ซึ่งซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่พึ่งพาน้ำมันและผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก  แต่พอมาวันนี้ทางอเมริกาที่เป็นผู้บริโภคหลักๆทำการผลิตเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Shale gas  Shale oil และผลิตในประเทศได้แล้วทำให้สัดส่วนการผลิตของโลกได้เปลี่ยนไป

Screen Shot 2563-07-16 at 13.11.34

ซึ่งทางอเมริกาค่อยตีแข่งขึ้นมาจนกลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก  ซาอุจึงได้ทำการรวบรวมกลุ่มโอเปก (OPEC)  หรือว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในทางตะวันออกกลางมาร่วมมือกันโดยมีเงื่อนไขว่า  อยากจะขายน้ำมันของประเทศตัวเองให้ได้ราคาที่แพงที่สุด  และขายได้ไปนานๆ

Screen Shot 2563-07-16 at 13.15.11

ดังนั้นกลุ่มโอเปก (OPEC)  จึงพยายามที่จะไม่ผลิตน้ำมันที่เป็นส่วนเกินมาก  คือผลิตให้พอดีกับความต้องการของทั้งโลก  เมื่อผลิตแค่พอดีไม่ Over Supply  ทำให้ราคามันค่อนข้างสูง  แต่ในช่วงหลังๆอเมริกาเริ่มมีการผลิตน้ำมันที่มากขึ้นดังนั้นในสัดส่วนของ โอเปก (OPEC) เริ่มไม่พอ  อเมริกาจึงต้องไปหากลุ่มร่วมมือเพิ่มคือ กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) กลุ่มของรัสเซีย  จึงทำให้สัดส่วนในการต่อรองราคาการผลิตมีความเข้มแข็ง  สามารถรักษาราคาได้มากขึ้น

จะเริ่มเห็นว่าอเมริกาเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพราะว่ามีเทคโนโลยี  Shale gas  Shale oil ที่สามารถผลิตได้ค่อนข้างมหาศาล  แต่ก็มีจุดอ่อนเหมือนกันคือต้นทุนที่ใช้ในการผลิตนั้นค่อนข้างสูง  อยู่ที่ประมาณ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  แต่กลุ่มประเทศโอเปกอย่าง  ประเทศซาอุ  หรือประเทศรัสเซีย  มีการผลิตที่ต้นทุนค่อนข้างต่ำกว่าอยู่ที่ประมาณ  10 – 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ก็ใช่ว่าในกลุ่มโอเปกนั้นจะมีความรักความสามัคคีกันขนาดนั้น  ซึ่งก็มีปัญหาภายในมากมายเช่นเดียวกัน  เนื่องจากว่าโควต้าบางกลุ่มทำบางกลุ่มก็ไม่ทำตามกฎกติกาที่ตั้งไว้  บางประเทศก็มีการแอบผลิตเกินโควต้าเพื่อที่จะฉกฉวยโอกาสในช่วงที่น้ำมันขึ้นซึ่งเกินเหตุการณ์แบบนี้เยอะมาก  

ประเทศซาอุดิอาระเบียมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่  3 อย่างนั้นคือ

1.คู่แข่งสำคัญอเมริกาที่สามารถผลิตได้มากที่สุดในโลกจากอุตสาหกรรม Shale gas  Shale oil

2.ปัญหาภายกลุ่มที่คนในกลุ่มไม่ยอมทำตาม  คำพูดไม่ค่อยน่าเชื่อถือ

3.ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน  ให้ไปพึ่งรายได้จากธุรกิจทางด้านอื่นแทนในปี 2030  จะต้องเรียบร้อยเสร็จสิ้น

ซึ่งการจัดการปัญหาทั้ง 3 อย่างเริ่มตั้งการขัดแย้งกับรัสเซียในเรื่องของกำลังการผลิตที่ไม่ยอมลดลงเพื่อรักษาสัดส่วนของประเทศตัวเอง  2 ประเทศนี้เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่เป็น เบอร์ 2 และ 3  รองจากอเมริกา  ต่างเร่งการผลิตของตัวเองให้สูงขึ้นประกอบกับช่วงต้นปีที่เกิดไวรัส covid 19  ทำให้ราคายิ่งตกต่ำเข้าไปใหญ่เพราะว่า Demand หรือว่าความต้องการของน้ำมันในโลกลดลง  เครื่องบินเองก็ไม่สามารถบินได้  เมื่อ 2 อย่างนี้มาประจบกันทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำไปมาก  ทางกลุ่มโอเปก (OPEC)  ได้มีมาตรการลดกำลังการผลิตของสมาชิกภายในกลุ่ม  แต่ก็ยังมีบางประเทศที่ไม่ยอมลด  อย่างเช่น  เม็กซิโก  ทำให้ซาอุดิอาระเบียต้องใช้ไม้แข็งถ้ายังไม่ยอมลดหรือทำตามกฏเขาจะยิ่งเพิ่มพลังการผลิตเขาไปอีก  ซึ่งคำพูดนี้เป็นคำพูดที่สำคัญเพราะว่าถ้าซาอุไม่ยอมลดกำลังการผลิต  ซึ่งด้วยกำลังการผลิตขนาดใหญ่ทำให้ราคาน้ำมันจะร่วงได้และหากมองในอีกมุมนึงหมายความว่าเขากำลังเอาประเทศอื่นๆเป็นตัวประกันถ้าหากเขาเพิ่มกำลังผลิต  จะมีอื่นหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบเพราะว่า  ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตน้ำมันที่ต่ำมากประมาณ 8-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  จริงอยู่ว่ามันจะทำให้เขาขาดทุนแต่ว่าจะมีคนที่ขาดทุนและเจ็บหนักมากกว่านี้แน่นอน  ซาอุดิอาระเบียพยายามที่จะร่างความเข้มเเข็ง  กฎเกณฑ์ของกลุ่มให้ทุกคนต้องทำตามนั้นก็คือ  ห้ามแอบผลิตเกินโควต้า  ซึ่งในความตึงเครียดครั้งนี้ก็พลักดันให้ราคาน้ำมันตกต่ำลงไปมาก  ประมาณในช่วงเดือน เมษายน 2020 ราคาน้ำมันWTI ลงไปติดลบ 

Screen Shot 2563-07-16 at 14.04.32

ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อนที่ราคาน้ำมันดิบนั้นจะติดลบและ Stockบวม ทั่วโลก  ต้องนำถังน้ำมันออกมาเพื่อบรรจุน้ำมันเข้าไปเรือทุกลำเต็มทั้งหมด  ราคาน้ำมันดิบตกต่ำไปอย่างมากเมื่อประมาณเดือน มกราคม 2020  ราคาน้ำมันดิบเบรนด์  อยู่ที่ประมาณ  60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ซึ่งช่วงที่ต่ำที่สุดคือช่วงเดือนเมษายน 2020  อยู่ที่ประมาณ 21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ลดลงไปครึ่งนึง

ซึ่งในแต่ละประเทศมีต้นทุนที่ผลิตที่ไม่เท่ากันซึ่งประเทศทางฝั่งยุโรปจะมีต้นทุนที่ผลิตสูงกว่า  อย่างเช่น  นอร์เวย์ , อเมริกา , อังกฤษ  แต่ในฝั่งของทางตะวันออกกลาง  อย่างเช่น ซาอุดิอาระเบีย  มีต้นทุนแค่ประมาณ 8-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น  ดังนั้นเมื่อลงไปถึง 20 อย่างกลุ่มประเทศของซาอุดิอาระเบียหรือรัสเซียยังพอรับไหว  แต่บางประเทศขาดทุนย่อยยับโดยเฉพาะประเทศทางฝั่งยุโรปและอเมริกาที่ใช้เทคโนโลยี Shale gas  Shale oil  ที่ต้นการผลิตอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  เหตุการณ์เริ่มหนักขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม  2020  เพราะว่าราคาน้ำมันเริ่มต่ำกว่า  40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ทำให้หลายๆประเทศเริ่มขาดทุน

เมื่อน้ำมันราคาถูกลง  และยังมีแนวโน้มถูกลงไปเรื่อยๆในเดือน เมษายน – พฤษภาคม  2020 ก็ทำให้บริษัทต่างๆในอเมริกาเจ๊งและล้มละลายระนาว  ซึ่งมีมากกว่า  500 บริษัทที่ปิดตัวลงที่ขอยื่นล้มละลายจากการขาดทุน  ซึ่งทำให้ราคาหุ้นน้ำมันจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกร่วงลงระเนระนาด  อย่างเช่น  BP  หรือ กลุ่มน้ำมันของนอร์เวย์เองก็ตาม

ด้วยราคาน้ำมันที่ตกต่ำประกอบกับสถานการณ์ไวรัสทำให้ราคาหุ้นทั่วโลกดิ่งลง  แต่ซาอุดิอาระเบียเขาใช้กองทุนความมั่งคั่งของตัวเองที่ชื่อว่า  Public Investment Fund (PIF)  หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียทำการขายบริษัทน้ำมันแห่งชาติของตัวเองที่ชื่อว่า  Saudi Aramco เข้าตลาดซึ่งถูกถือครองโดย Public Investment Fund (PIF) ทำให้ Public Investment Fund (PIF)  เป็นกองทุนความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้  ซึ่งซาอุดิอาระเบียได้ทำการซื้อหุ้นที่ราคาถูกจากทั่วโลกโดยผ่านกองทุนนี้  เช่น BP , น้ำมันของนอร์เวย์  นอกจากจะซื้อหุ้นน้ำมันทั่วโลกแล้วยังซื้อบริษัทอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส  เช่น  หุ้นธนาคาร  , หุ้นเรือสำราญ  ซึ่งบางบริษัทถูกลงกว่า  50%

ภาวะวิกฤตน้ำมันทำให้คู่เเข่งของซาอุดิอาระเบียล้มลงไปหมด  ประกอบกับซาอุดิอาระเบียยังได้ช้อนซื้อหุ้นน้ำมันสถานทูตอื่นๆในราคาที่ค่อนข้างถูก  และเท่านั้นยังไม่พอกลุ่มโอเปก (OPEC)  ที่เคยมีไม่เชื่อฟังต่างกลัวและทำตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดมากขึ้น  หมายความว่า  เขายอมลดกำลังการผลิตทำให้ราคาน้ำมันเริ่มที่จะเติบโตสูงขึ้น  ซึ่งในเดือนเมษายนราคาน้ำมันเบรนท์ตกไปถึง  21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  แต่ในเดือนมิถุนายน 2020  ราคาน้ำมันเบรนท์ อยู่ที่  41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล   คือขึ้นมาเท่าตัวทำให้หุ้น Saudi Aramco  เด้งกลับไปที่จุดเดิม  และทำให้หุ้นตัวอื่นๆที่เป็นกลุ่มพลังงานก็ดีดปรับตัวสูงขึ้นด้วยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น  และล่าสุดกลุ่มโอเปก (OPEC) และพันธมิตรหรือโอเปก+ (OPEC+) รัสเซีย  ทำการลงกำลังการผลิตน้ำมันต่ออีก  1 เดือนทำให้ราคาน้ำมันฟื้นตัวยิ่งขึ้น

ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้ให้สัญญาว่าจะคงกำลังการผลิต และทำให้ราคาน้ำมันดิบไม่เกิน  50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  เพราะว่าหากถ้าสูงกว่านี้จะทำให้ผู้ผลิตน้ำมันในอเมริกากลับมาผลิตอีกครั้ง  ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีกับกลุ่มโอเปก (OPEC)  เพราะก่อนหน้านี้เขารู้ว่าการที่ราคาน้ำมันราคาลงทำให้น้ำมันอเมริกาขาดทุน  ล้มละลาย  จำกัดราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้กลุ่มน้ำมันเหล่านี้เกิดได้อีกครั้ง  ซึ่งก็เหมือนจะไปได้ด้วยดีแต่ไม่นานอีกวันนึงซาอุดิอาระเบียได้ทำการบอกว่าเขาจะไม่ลดกำลังกายผลิตในส่วนต่างหรือส่วนเกินของเขา  เขาจะทำการผลิตตามโควต้าของเขาโดยให้เหตุผลว่าราคาน้ำมันถูกปรับขึ้นแล้ว  ซึ่งในส่วนนี้หลายคนได้วิเคราะห์ออกมาว่ามันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับ Demand ที่คืนกลับมาแต่เป็นเพราะว่าในกลุ่มโอเปก (OPEC)  ใครที่ลดกำลังกายผลิตที่ลดแล้วไม่ครบ  เขาจะต้องลดต่อให้ครบในแต่ละเดือน  อย่างเช่น  ตกลงว่าจะลดประมาณ 1,000,000 บาร์เรลต่อวัน  ถ้าคุณลดไม่ได้ตามที่ตกลงคุณต้องลดเพิ่มให้ถึงตามที่ตกลงในเดือนถัดๆไปด้วย  ดังนั้นทำให้ประเทศอื่นในกลุ่มโอเปก (OPEC) สมาชิกต้องลดเพิ่ม  จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซาอุดิอาระเบีย กล้าที่จะประกาศเพิ่มกำลังการผลิต  เพราะว่าเขารู้ว่าต่อให้เพิ่มกำลังการผลิตเข้าไป  กำลังในการผลิตก็ยังไม่เยอะอยู่ดีเพราะว่ากลุ่มโอเปก (OPEC) สมาชิกอื่นๆยังต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด  ซึ่งก็บ่งบอกว่าซาอุดิอาระเบียทำการควบคุมกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบของกลุ่มได้แล้ว  ซึ่งเป็นปัญหาภายในมานานแล้วที่เกิดการแอบผลิต  ไม่ยอมผลิตตามโควต้า  ซึ่งตอนนี้ทำให้ลงตัวและหมดปัญหาเหล่านี้ไปแล้ว

ปัจจุบัน FED ธนาคารกลางอเมริกาได้ทำการพิมพ์เงินมหาศาลเพื่อที่จะอุ้มตลาดต่างๆ  ทำให้ราคาหุ้นอเมริกาเด้งกับไปอยู่จุดเดิมแล้ว  ตามกลางปัญหาวิกฤตภายในมากมาย  ถ้ามองอีกมุมนึงก็จะเห็นว่าทางซาอุดิอาระเบียได้ลงทุนหุ้นต่างๆในอเมริกาผ่านกองทุนความมั่งคั่ง  จึงได้กำไรในส่วนนี้  ทุกปัญหาที่เขาทำมันสามารถแก้ไขได้หมดเช่น  โควต้าการผลิตของกลุ่มโอเปก (OPEC) , ได้ซื้อหุ้นราคาถูก  และได้กำจัดกลุ่มศัตรูอย่างอุตสาหกรรม Shale gas  Shale oil อเมริกา  นอกจากจะได้ทำลายแล้วยังทำการขัดขวางไว้ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้อีก

ซึ่งก็เป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจและน่าศึกษาเพราะว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถแก้ปัญหาได้เยอะ  ซึ่งนำมาเขียนบทความเพื่อเป็นความรู้สำหรับนักลงทุน  นักธุรกิจ  หรือผู้บริหารการเงินต่างๆ  ให้สามารถนำไปปรับใช้  ประยุกต์ใช้  หรือเป็นการศึกษาเรียนรู้ได้

สรุป

ซาอุดิอาระเบียมีปัญหาให้แก้ไข 3 อย่างคือ

1.การลดรายได้จากน้ำมัน

2.ทำลายคู่แข่งทางการผลิตอย่างอเมริกา

3.สร้างกฎเกณฑ์ที่เข้มแข็งของกลุ่มโอเปก (OPEC) 

ซึ่งเขาได้ใช้สงครามราคาน้ำมันกับรัสเซียทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำและทำการให้บริษัทน้ำมันในอเมริกาล้มละลายประกอบกับยังสามารถทำให้กลุ่มโอเปก (OPEC) ขาดทุนแหลกลาน  ซึ่งอาศัยในช่วงนี้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือในกลุ่มโอเปก (OPEC) มากขึ้นไม่เช่นนั้นจะทำการสงครามราคาน้ำมันต่อไปอีก  และสุดท้ายเขาได้หุ้นที่ราคาถูกจากการเกิดวิกฤตน้ำมันและเกิดไวรัส  ซึ่งตอนนี้ราคาก็พุ่งสูงมากทำให้ได้กำไรหลายเด้ง  เรียกได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดี.

หากบทความนี้มีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วย.

Related Posts