ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 33 | นักลงทุนระดับโลกเตือน! จีนกำลังรุ่ง สหรัฐกำลังถอย ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนเเปลง

นักลงทุนระดับโลกเตือน! จีนกำลังรุ่ง สหรัฐกำลังถอย ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนเเปลง

105691887-1556634687926ray

Ray dalio

นักลงทุนระดับโลกอย่าง  Ray dalio  ผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่สุดในโลก  ได้เขียนบทความหนึ่งที่ชื่อว่า The changing world order หรือว่าการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกใหม่  ตอน Introduction

เมื่อพูดถึง World Order  ระเบียบโลกที่เรากำลังใช้อยู่  ที่อเมริกาเป็นเจ้าโลกโดยใช้เงินผ่านสกุลดอลลาร์   การซื้อขายผ่านกฎเกณฑ์ของทางอเมริกา  ซึ่งกฎระเบียบโลกตรงนี้ถูกร่างขึ้นมาตอนปี 1945  หรือว่าตอนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุผลที่อเมริกาได้เป็นผู้จัดระเบียบโลกในครั้งนั้นก็เพราะว่า  อเมริกามีทองคำ 2 ใน 3 ของโลก  และยังมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ประมาณ 50% ของโลก  ซึ่งทำให้มีความมั่งคั่งสูงสุด  การร่างระเบียบโลกหรือการเป็นซุปเปอร์พาวเวอร์มหาอำนาจจึงคงหนีไม่พ้นอเมริกาอยู่แล้ว

เหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยพบเจอมาเหมือนเมื่อในก่อนหน้านี้  แต่มันกลับเหมือนหลายๆครั้งในประวัติศาสตร์  ซึ่งก่อนหน้านี้ Ray dalio  ใช้ระยะเวลาประมาณ 18 เดือนในการทำความเข้าใจเรียนรู้การเจริญรุ่งเรืองและการล่มสลายของอาณาจักรต่างๆ เขาจึงได้เห็นว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง  การพัฒนาที่ไม่เหมือนเดิมและมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของเขา  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาเห็น 3 สิ่งที่มาประจบกัน

1.หนี้ที่มหาศาลและดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

2.ความเหลื่อมล้ำที่มีมาก และซึ่งความเหลื่อมล้ำครั้งนี้ก็นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างการเมืองและสังคม

3.การเติบโตของมหาอำนาจใหม่  คือ จีน ที่กำลังท้าทายขั้วอำนาจเดิมนั่นคือ  อเมริกา

และเหตุการณ์คล้ายๆแบบนี้เมื่อล่าสุดคือในปี 1930 ถึง 1945  ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤต Great Depression  และเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 Ray dalio  บอกว่าวัฏจักรครั้งใหญ่ครั้งนี้มีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง 2 อย่างหนึ่งก็คือ  ขั้วโลกนึงอาจจะมีความรุ่งเรืองในการสร้าง production ความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่  และอีกขั้วอำนาจนึงอาจจะดับลงไปเลยก็ว่าได้  อาจจะเป็นช่วงที่ตกต่ำ  ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับเรื่องของความมั่งคั่งและอำนาจ  ด้วย Productivity ที่ลดลงและบางครั้งอาจจะนำไปสู่การปฏิวัติหรือแม้กระทั่งสงคราม  ซึ่งในตรงนี้จะเป็นเหมือนกับพายุที่จะเข้ามาชะล้างสิ่งที่ไม่ดีอะไรที่เป็นปัญหาจะหายไป  จริงอยู่ว่าที่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันเกิดความเจ็บปวดมากๆ  แต่ว่ามันจะทำให้กลับไปสู่พื้นฐานสิ่งที่ควรจะเป็นสิ่งที่เป็นดั้งเดิมแก่นแท้จริงๆ  แล้วสุดท้ายมันจะนำมาซึ่งความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและใครที่เป็นคนคนที่อยู่ On top หรืออยู่ระดับTop  ตอนนี้อาจจะต้องยอมท่ีจะเปลี่ยนแปลง

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรรอบใหญ่หรือ World Order หรือว่าระเบียบโลก  มันไม่ใช่สิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นแต่ว่ามันเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์  อย่างในปี 1930 ที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และเงินดอลลาร์ของอเมริกาก็ขึ้นมาเป็นเจ้าโลก  แต่ก่อนหน้านั้นก็มีการรุ่งเรืองและก็ดับไปของอาณาจักรอย่างเช่น  อังกฤษ , ฮอลันดา

download

ริชาร์ด นิกสัน  (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)

Ray dalio  บอกว่าเหตุการณ์ในปี 1971 เป็นสมัยที่ประธานาธิบดีริชาร์ด  นิกสัน ได้ทำการยกเลิกมาตรฐานทองคำ  เป็นการเอาเงินดอลลาร์ที่มีอยู่ออกจากมาตรฐานทองคำ  เมื่อก่อนสัญญาว่าในทุกๆดอลลาร์สามารถที่จะนำมาแลกทองคำได้ทั้งหมด  แต่ว่าในปี 1971  ได้ทำการยกเลิก  หมายความว่า  เงินดอลล่าร์ทุกอย่างไม่สามารถนำไปทองคำได้ไปแบบ 1 ต่อ 1 อีกแล้ว  ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่คำว่า Money หรือว่าเงิน ถูกเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง  กลายเป็นคำว่าเฟียสหรือว่าเงินกระดาษแทน  และการทำแบบนี้ทำให้เงินดอลลาร์มันล่มและพังลงไป แล้วนักลงทุนรู้วันนั้นเลยว่าการประกาศของประธานาธิบดีริชาร์ด  นิกสัน  มันเป็นการเบี้ยวหนี้  จึงทำให้พันธะสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆพังลงไป ซึ่งการที่ทำทุกคนก็รู้ว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีแน่ๆ  ทุกคนต่างคิดว่าระบบต้องพังลงเป็นแน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่ตลาดหุ้นจะพังและร่วง  มันกลับกระโดดขึ้นไปอีก 4%  และเมื่อเปรียบเทียบกับตัว stock market  ค่าเงินมันเสื่อมค่า  บริษัทจึงมีราคาที่สูงขึ้น

จากนั้น  Ray dalio ก็ได้ไปทำการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพิ่มเติม ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาในทุกๆประเทศทั่วโลก Ray dalio จึงได้ค้นพบว่าในช่วงเวลานี้มันมีแรงบวก 3 อย่างที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง Cycle ลูกใหญ่

1.  The long-term money and debt cycle คือวัฏจักรหนี้รอบใหญ่  ซึ่งในแต่ละวัฏจักรจะมีรอบเล็กรอบใหญ่  โดยรอบเล็กจะมีประมาณ 10 ปีไปเรื่อยๆเหมือนเป็นการสร้างหนี้ขึ้นมา  หนี้พังลงและเกิดใหม่  อย่างเช่นในปี 2000 ปี Dot-Com Crisis หรือในปี 2008 วิกฤติซับไพรม์ (subprime mortgage crisis) หรือวิกฤตต้มยำกุ้งในประเทศไทย  ซึ่งวิกฤตเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นรอบสั้นๆ 10ปีพังลง เกิดใหม่และพังลง

แต่รอบใหญ่เป็นรอบที่ใช้ระยะเวลาค่อนข้างเยอะกว่านั้นคืออยู่ที่ประมาณ 50 ปี  และแน่นอนว่าความรุนแรงจะมีมากกว่าในรอบสั้นRay dalio ได้บอกว่าในช่วงชีวิตของเขา  ไม่เคยเจอหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำหรือว่าติดลบมากมายเท่าในปี 2020 มาก่อน ซึ่งปัจจุบันมีหนี้ที่เป็นที่ติดลบกว่า 10 trillion ดอลลาร์ และยังมีโอกาสที่จะเพิ่มหนี้ก้อนนี้สูงขึ้นเรื่อยๆเพราะว่ามันเกิดการขาดดุลทางด้านการเงิน

ยกตัวอย่าง  การขาดดุลทางการเงิน

หากนาย A  ซื้อขายดีได้กำไรเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า saving หรือว่าเงินออม  แต่ในฝั่งของนาย B ขาดทุนตลอดเงินออมก็จะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆหรืออาจจะหมดไป  และสุดท้ายเขาก็ต้องทำการกู้เพื่อที่จะมาโป๊ะหนี้  นั่นจึงเป็นที่มาว่าถ้างบประมาณขาดดุล  คุณขาดดุลการค้า  คุณต้องเป็นหนี้นั่นเองและนอกจากปัญหาการขาดดุลก็ยังมีสิ่งที่ตามมาอีกนั่นก็คือ  เรื่องของเงินเกษียณอายุที่ก้อนใหญ่มากและเรื่องของ healthcare  ที่ต้องดูแลในเรื่องของการสาธารณสุขดังนั้นเมื่อขาดทุนเยอะๆ และยังต้องมีสิ่งที่เป็นภาระที่ต้องจ่ายตลอดเวลา

Ray dalio  จึงสงสัยว่าใครยังจะอยากถือหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยติดลบอยู่  ในเมื่อเครื่องมือทางการเงินมันเริ่มหมดไป  คนก็ไม่อยากที่จะได้หนี้ที่ดอกเบี้ยติดลบ  แล้วถ้ามันเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ หรือเกิดการหดตัวครั้งใหม่  เขาจะไปนำเครื่องมืออะไรเพื่อที่จะมาต่อกรกับมันหรือว่ามารักษาสภาพคล่องให้กับการเงินได้??  ธนาคารกลางอาจจะพิมพ์เงินมากขึ้นหรือไม่อาจจะกดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่านี้อีก ซึ่งเป็นคำถามที่Ray dalio พยายามที่จะตั้งข้อสงสัยไว้  เขาสงสัยว่าถ้าวันนึงนักลงทุนทำการทิ้งพวกหนี้ที่อยู่ในสกุลเยน , สกุลดอลลาร์  หรือสกุลยูโรที่เป็น reserve currency สิ่งนี้สามารถที่จะเกิดขึ้นได้เพราะว่าตอนนี้หากดอกเบี้ยต่ำมากๆหรือแม้กระทั่งติดลบ  และการเสื่อมค่าในเรื่องของการเงินการที่นักลงทุนจะทิ้งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

อย่างที่ทุกคนทราบว่าเงินตราที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ  ที่ได้รับการแต่งตั้งตรงนี้มันค่อนข้างมีอภิสิทธิ์ซึ่งถูกใช้ในการซื้อขายใช้ในการออมเงินซึ่งจะถูกเก็บไว้ในธนาคารกลางของประเทศด้วยใช้สำหรับเงินตราระหว่างประเทศ  เพราะว่าเงินได้รับการแต่งตั้งอย่างเช่น  เงินดอลลาร์  มันเป็นเหมือน currency ตั้งต้นที่ใช้ในการพิมพ์เงินของต่างประเทศดังนั้นมันเป็นอำนาจสูงสุด  และหนี้ที่อยู่ในสกุลของreserve currency อย่างเช่น สกุลดอลลาร์ , สกุลเยน หรือสกุลยูโร  มันมีอิทธิพลต่อเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ ,โครงสร้างตลาดทุนและโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก  แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งคนที่เคยได้ตำแหน่งตรงนี้ถูกลดหายไปหรือว่าถูกยกเลิกไป  สิทธิพิเศษที่เคยได้ทั้งหมดมันก็จะหายไปด้วยและไม่มีทางกลับมาได้  และRay dalio  ก็ยังตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่  ทำไมดอลลาร์ถึงเสื่อมถอยจากการเป็นผู้นำในเรื่องของ reserve currency หรือว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ  ถ้าถูกเปลี่ยนแปลงและลดหายไปหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงสกุลเงินโลกต้องเปลี่ยนแปลงไปแน่นอน

สรุปปัจจัย  The long-term money and debt cycle

ในช่วงนี้มีหนี้ที่มหาศาลและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำถึงติดลบมากที่สุดในโลก  ประกอบกับการขาดดุลต่างๆหรือการกู้เงินที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต  และเงินตรา  สกุลที่เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศเช่น  สกุลดอลลาร์  สกุลเยน  หรือสกุลยูโร  ที่ได้รับอิทธิพลมหาอำนาจมากมาย  ดังนั้นถ้าวันนี้ตัวเลขมันเสื่อมถอยลงประกอบกับเงินตราที่ได้ถูกยกย่องว่าเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ  มันมีดอกเบี้ยที่ต่ำขนาดนี้  นักลงทุนก็จะเริ่มที่จะพิจารณาไม่ถือหนี้ที่มีดอกเบี้ยที่ติดต่อลบ  เพราะยิ่งถือยิ่งทำให้ขาดทุน  แล้วถ้าคนขาดความมั่นใจ  ความเชื่อใจในเงินที่เคยเป็น reserve currency  อาจจะต้องหมดหายไป  เมื่อดอลล่าร์หมดอำนาจหรือเสื่อมถอยไปโลกทั้งโลกจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างแน่นอน

2. The domestic wealth and power cycle  เรื่องของความมั่งคั่งภายในประเทศหรือว่าอำนาจภายในประเทศ

Ray dalio บอกว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านฐานะ  มูลค่า  คุณค่า  หรือแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำทางด้านการเมือง  ตอนนี้มันใหญ่ที่สุดแล้วในตลอดช่วงชีวิตของแต่ละคนซึ่งในปี 1930 วิกฤต Great Depression มันเคยเกิดขึ้นแบบนี้มาก่อนและความเหลื่อมล้ำก็มีสูงเหมือนกัน  แต่ละขั้วในประเทศก็จะแบ่งเป็นขั้วซ้าย  ขั้วขวา  ฝั่งที่เป็นสังคมนิยมประชานิยมหรือแม้แต่กระทั่งฝั่งธุรกิจนายทุน  ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว  ดังนั้นไม่ว่าฝั่งไหนจะชนะมันก็ทำให้เกิด impact ขนาดใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจและการตลาดอย่างมหาศาล

ประเด็นสำคัญก็คือว่าเมื่อความเหลื่อมล้ำทางด้านคุณค่า  ทางด้านฐานะ  มันเริ่มห่างขึ้นสิ่งที่สำคัญก็คือว่าเวลาที่เกิดเศรษฐกิจดาวน์เทิร์นหรือวิกฤตเศรษฐกิจ  มันจะต้องมาพิจารณา  มีความขัดแย้งกันในเรื่องของการแบ่งสัดส่วนงบประมาณ  เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือเศรษฐกิจหดตัว  ก็จะต้องพึ่งพาธนาคารกลางในการลดอัตราดอกเบี้ยหรือว่าแจกจ่ายเงินเข้าไปในเศรษฐกิจให้มันเฟื่องฟูขึ้นให้ได้  แต่ความเป็นจริงแล้วเครื่องมือของธนาคารกลางก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่  อย่างเช่น  การพิมพ์เงิน  การซื้อทรัพย์สินต่างๆ จะลงไปในตลาดทุน  ซื้อหุ้นกู้ต่างๆหรือที่เรียกว่า QE (Quantitative Easing)  ก็จะยิ่งเข้าไปเพิ่มในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านฐานะเพราะว่าคนรวยเขามีทรัพย์สินทางด้านการเงินมากมาย  การที่เข้าไปอุ้มอัดฉีดตรงนั้นคนที่ได้ส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นคนรวยหรือผู้ที่มีทรัพย์สิน  และการแก้ปัญหาของธนาคารกลางในการอัดฉีดเงินการพิมพ์เงิน  ก็ไม่ได้ถูกแบ่งให้เท่าเทียมกัน  สุดท้ายแล้วก็จะเข้าไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางด้านฐานะทางด้านการเงิน

สรุปปัจจัย The domestic wealth and power cycle

คือในเรื่องของกระจายความมั่งคั่งภายในประเทศประกอบกับขั้วอำนาจในประเทศ  ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเวลาที่ความเหลื่อมล้ำมันสูงขึ้น  คนจนมีมากกว่าคนรวย  คนรวยได้รับการอัดฉีดเงินจากธนาคารกลาง  ก็ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำมันโตขึ้นจึงเกิดความขัดแย้งทางด้านสังคม  เกิดการประท้วง  จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เกิดความขัดแย้งในประเทศทั้งเรื่องของหลักฐานะและในเรื่องของขั้วอำนาจ

3. The international wealth and power cycle เป็นปัจจัยภายนอกประเทศ

ซึ่งต้องยอมรับว่าในตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาอเมริกาเป็นผู้นำโลกคนเดียว  โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะมาต่อต้านได้  ในช่วงที่อเมริกาก่อร่างอำนาจเขามีทองคำ 2 ใน 3 ของโลก  และยังเศรษฐกิจ 50% ของโลก  ทางยุโรปเองก็ยังอ่อนแอจากสงครามต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูอย่างหนักหน่วง  ดังนั้นอเมริกาจึงคงเป็นหนึ่งเดียวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่เมื่อมาถึงปัจจุบันนี้มีประเทศจีนที่เป็นขั้วอำนาจใหม่  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ  เพราะว่าการเติบโตค่อนข้างรวดเร็วมาก  หากจีนยังสามารถทำการรักษาการเติบโตได้เร็วขนาดนี้อีกไม่นานประเทศจีนก็จะสามารถแซงอเมริกาไปได้แน่นอน  ซึ่งในอดีตก็เคยมีการท้าชิงขึ้นมาแบบนี้เช่นกัน  โดยส่วนใหญ่ปัญหาที่จะขัดแย้งกันหรือแข่งขันกัน  และเร่งให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรวดเร็วก็คือเรื่องของการเทรด , การค้าขาย , เทคโนโลยี ,  เรื่องของเงินทุน , เรื่องของเศรษฐกิจ , สังคมการเมืองหรือแม้แต่กระทั่งไอเดียการบริหารประเทศ  ซึ่งถ้าลองมองในปัจจุบันมันยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น  ความขัดแย้งที่ทำให้การเทรดวอร์ หรือแม้แต่กระทั่งอุดมการณ์ในการบริหารประเทศ  การปกครองอย่างเช่น  ระบบคอมมิวนิสต์ , ระบบประชาธิปไตย  เกิดความขัดแย้งกันอย่างชัดเจนดังนั้นถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจระเบียบโลกก็จะเปลี่ยนไปด้วย  เพราะว่าความคิดมุมมองไม่เหมือนกัน  ดังนั้นมันจะกระทบไปในทุกๆภาคส่วน

ดังนั้นปัจจัยทั้ง 3 ที่มาประจบกันในครั้งนี้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของระเบียบโลกใหม่  มีความคล้ายกับในปี 1930  และก็หลายๆครั้งในอดีต  ซึ่งในตอนนี้และปี 1930 ที่เกิดขึ้นมันมีสิ่งที่คล้ายๆกันนั่นก็คือ  อัตราดอกเบี้ยมันแตะที่ 0%  ธนาคารกลางเองก็มีเครื่องมือที่จำกัด  ในการลดอัตราดอกเบี้ยหรือการอัดฉีดเงินเข้าระบบก็ทำได้ไม่มากแล้วยังมีข้อจำกัด  สิ่งที่ทำได้เหมือนกันก็คือธนาคารกลางจะพิมพ์เงินเพื่อที่จะไปซื้อทรัพย์สิน  ซึ่งปัจจุบันก็ซื้อไปถึงหุ้นกู้เอกชนแล้ว  และก็เริ่มที่จะมีการไปซื้อหนี้สินนักเรียน  ที่เริ่มจะมีประเด็นขึ้นมา  และสิ่งที่ตามมาก็ผลักดันทำให้เศรษฐกิจทางด้านการเงินมีราคาที่สูงขึ้น  เรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้โตขึ้นไปอีก  ซึ่งจะยิ่งนำไปสู่การมีทัศนคติทางการเมืองที่แบ่งแยกขั้วที่ชัดเจน  ความขัดแย้งก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งอย่างที่เราทราบกันว่าตอนนี้เศรษฐกิจน่าจะการถดถอยเป็นที่เรียบร้อยและปัญหาภายในที่เห็นกันอยู่มันก็เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ  ประกอบกับในเรื่องของการมีไวรัส  ก็ยิ่งเร่งให้ทุกอย่างหนักขึ้นเรื่อยๆ  และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ

และสิ่งที่ Ray dalio ทิ้งท้ายไว้นั่นก็คือ  การที่เขาได้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งหมด 500 กว่าปีที่ผ่านมาวัฏจักรต่างๆที่ล่มสลายและเกิดใหม่  “ให้จำไว้เลยว่าสิ่งที่เขาไม่รู้มันก็มีมากมายกว่าสิ่งที่เขารู้เยอะมาก  ดังนั้นการที่จะเกิดเหตุการณ์อาจจะมีสิ่งที่เขาไม่ได้คาดถึงอีกเยอะ”

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ

หากบทความนี้มีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วย

อ้างอิง : บทความ The changing world order หรือว่าการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกใหม่  ตอน Introduction  By.Ray dalio

Related Posts