ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 32 | ฟองสบู่แตก หนี้เน่า วิกฤตปี2008 จะซ้ำรอยหรือไม่!?

ทุฟองสบู่แตก หนี้เน่า วิกฤตปี2008 จะซ้ำรอยหรือไม่!?

Screen Shot 2563-07-15 at 11.25.48

ในปี 2008 ได้เกิดวิกฤติซับไพรม์ (subprime mortgage crisis) หรือในประเทศไทยอาจเรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  ซึ่งเป็นวิกฤตครั้งนึงที่ใหญ่มากของประวัติศาสตร์อเมริกา  หุ้นร่วงประมาณ 60%  กว่าจะฟื้นฟูได้กินเวลาไปถึง 2 ปีกว่าๆ  และเป็นต้นตอของการเกิดหนี้มหาศาลในปัจจุบัน  วิกฤตนี้เองเป็นต้นกำเนิดของนวัตกรรมทางการเงินที่ชื่อว่า  QE  (Quantitative Easing)  หรือการพิมพ์เงินเข้าระบบของธนาคารกลางอเมริกา

ก่อนที่จะกล่าวถึงวิกฤตปี  2008  ต้องขอย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 ที่เกิดวิกฤตที่ชื่อว่า  Dot-Com crisis  ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นตามบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ

Screen Shot 2563-07-15 at 11.35.28

หลังจากเกิดวิกฤตทำให้เกิดคนตกงาน  ทางธนาคารกลางอเมริกาต้องทำการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 1% ซึ่งในตอนนั้น อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)  แต่การลดดอกเบี้ยที่ 1% ก็ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรอเมริกาลดลงตามดอกเบี้ยไปด้วย  เมื่อผลตอบแทนลดลงก็ทำให้ผลตอบแทนต่างๆก็มีผลตอบแทนที่ลดลงไปด้วย  นักลงทุนหรือกองทุนขนาดใหญ่โดยปกติเขาจะซื้อพันธบัตรอเมริกาเพื่อที่จะได้รับดอกเบี้ยในแต่ละปี  แต่เมื่อดอกเบี้ยมันเข้าใกล้ 0  ต่ำมากอย่าง 1%  ก็ทำให้ผลตอบแทนที่เขาลงทุนไปได้รับกลับมาน้อยมากจึงเกิดความไม่พอใจ  รู้สึกว่าไม่คุ้ม  จำเป็นที่จะต้องหาการลงทุนใหม่ที่ดีขึ้นต้องบอกว่ากองทุนบางอย่างจำเป็นต้องซื้อทรัพย์สินที่มั่นคงปลอดภัย  อย่างเช่น  กองทุนประกันสังคม , กองทุนเกษียรอายุต่างๆที่เขาต้องการความมั่นคง  ดังนั้นพันธบัตรอเมริกาที่มีความมั่นคงทริปเปิ้ลเอ  คือดีที่สุดแล้ว  แต่เมื่อผลตอบแทนมันน้อยนักลงทุนต่างๆก็ต้องหาการลงทุนที่ดีเหมือนกันและได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจนน่าพอใจ

อย่างที่รู้กันว่าถ้าดอกเบี้ยต่ำ  ก็จะทำให้ราคาทรัพย์สินเติบโตขึ้นด้วยเพราะว่าเมื่อดอกเบี้ยต่ำผู้คนก็อยากที่จะกู้เงิน  เมื่อกู้เงินมาแล้วก็อาจจะนำมาซื้อทรัพย์สิน  อย่างเช่น ที่ดิน , หุ้น   ซึ่งในตอนนั้นราคาบ้านก็เริ่มเติบโตสูงขึ้น  คนที่ซื้อบ้านก็เกิดความพอใจเพราะเมื่อซื้อบ้านแล้วราคาบ้านเติบโตสูงขึ้น  จึงกลายเป็นว่าบ้าน  เป็นการลงทุนชั้นดียิ่งซื้อ  ราคาก็ยิ่งขึ้น  เมื่อเป็นแบบนี้ Developer  หรือนักพัฒนาอสังหาก็ชอบเพราะว่าทำเสร็จก็สามารถขายได้  ยิ่งขายยิ่งราคาขึ้น  การสร้างบ้านของ Developer  ก็เริ่มขยายออกไปนอกเมืองมากขึ้น  ธนาคารเองก็พอใจเพราะเมื่อปล่อยเงินกู้เเล้วก็ได้เงินคืน  ดอกเบี้ยก็ราคาถูก  ดังนั้นหากดอกเบี้ยต่ำๆด้านอสังหาริมทรัพย์เองก็จะเติบโตได้ค่อนข้างดี  เมื่ออสังหาเติบโตมากขึ้นทำให้ที่ดินมีราคาที่ดินสูงขึ้น  จะเห็นว่าเมื่อดอกเบี้ยต่ำในตลาดธรรมดา  หรือบุคคลทั่วๆไปก็มีการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์  แต่ในภาคการเงิน  หรือภาคตลาดทุนเองก็มีการเติบโตเหมือนกัน  เรียกว่าการลงทุนผ่านLeverage  หรือการกู้เงินนั้นเอง

สมมติว่า  ถ้ามีสินค้าในราคา 100 บาท  ถ้าคุณซื้อและขายไปได้กำไร  10%  ก็คือได้ 110  บาท  แต่ถ้าคุณกู้เงินมาลงทุนหรือว่าลงทุนแค่ส่วนนึง  เช่น  ลงทุนแค่ 10% จะกำไรมากกขึ้นเป็นเท่าตัว  ดังนั้นการลงทุนมันดีอยู่แล้ว  แต่ถ้าลงทุนด้วยLeverage  หรือการกู้เงิน  จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่ามาก  จึงทำให้ผู้คนกู้เงินมาลงทุนทำให้ปริมาณเงินในระบบมันโตขึ้นหลายเท่า  เมื่อเงินเยอะก็จะดันให้ราคาทรัพย์สินโตขึ้นๆ

จะเห็นว่ามีการเติบโตของทั้ง  2 ตลาด  คืออสังหา และในตลาดทุน  ราคาทรัพย์สินที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงินก็เติบโตสูงขึ้นๆ  เมื่อตลาดเติบโตมากๆ  ผู้คนหรือนักลงทุนก็เริ่มที่จะมองหาการลงทุนใหม่ที่ดีๆ  หาตัวกองทุนตราสาร  ที่มาซื้อและทำกำไรได้มากขึ้น  ซึ่งในตอนนี้ก็มีคนหัวใสก็คือนำบ้านของคนหรือว่าหนี้บ้านไปแปลงเป็นทรัพย์สินทางด้านการเงิน  แล้วก็ขายเข้าตลาดซึ่งขั้นตอนการซื้ออสังหาโดยทั่วไป  ก็คือว่า  คุณทำการจ่ายดาวน์ไปส่วนนึงและที่เหลือก็ทำการกู้เงินธนาคารโดยผ่านนายหน้าและนายธนาคาร  เมื่อคุณซื้อเเล้วคุณเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่ว่าก็ยังติดจำนองธนาคารอยู่นึง  อาจจะประมาณ 80%-90%  ก็คือส่วนต่างจากค่าดาวน์  แล้วคุณก็ทำการจ่ายหนี้ในทุกๆเดือน  ซึ่งก็เป็นการลงทุนที่ดี  ที่ทุกๆเดือนก็จะได้รับเงินเข้ามา  และมีความมั่งคงสูงด้วย  เพราะทุกๆคนก็อยากที่จะอยู่บ้านของตัวเองจึงต้องจ่ายผ่อนชำระในทุกๆเดือนเพื่อที่จะไม่โดนยึดบ้าน  และในทางกลับกันบ้านก็มีราคาที่เติบโตสูงขึ้นตลอดด้วย  เขาจึงนำหนี้บ้านตรงนี้ที่เรียกว่า Mortgage-Backed Securities (MBS)  มัดรวมกันเป็นตราสารตัวนึงที่ชื่อว่า  Collateralized Debt Obligation (CDO)  เพื่อไปขายให้กับนักลงทุน  โดยแบ่งความเสี่ยงออกเป็นชั้นๆ  เช่น  เสี่ยงมาก , เสี่ยงน้อย หรือมีความปลอดภัยสูง  ซึ่งนักลงทุนหลายคนก็เข้ามาซื้อ  เพราะว่า

1.เขา Leverage หรือสามารถกู้เงินมาซื้อได้

2.คือเป็น ทริปเปิ้ลเอ  ที่มีความเสี่ยงเท่ากับพันธบัตรอเมริกา

ดังนั้นกองทุนเกษียรอายุ  กองทุนบำนาญ  หรือกองทุนประกันสังคมต่างๆ  ก็เข้ามาซื้อเพราะว่ามีความปลอดภัยเท่ากับพันธบัตรอเมริกาและยังได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าด้วย

เขาจะนำสินทรัพย์ที่อยู่ในตลาดจริงๆ  นำมาลงไปในตลาดทุน  แต่ในความเป็นจริงแล้วในตลาดทุนเงินมันเยอะมาก  แต่บ้านก็เป็นหลังๆมันไม่สามารถที่จะทวีคูณได้เท่ากับ Leverage ในตลาดทุน  ดังนั้นการที่จะมีตราสารไปเพิ่มขึ้น  จำเป็นที่จะต้องมีบ้านหรือมีหนี้ของประชากรเพิ่มขึ้น  และความเสี่ยงก็ยังต่ำ  ถึงแม้ว่าคนบางคนจะจ่ายหนี้ไม่ได้แต่บ้านก็มีราคาที่เติบโตขึ้นเพราะว่าตลาดเติบโตสูงมาก  เมื่อบ้านเติบโตขึ้น  ธนาคารก็ยึดไปขายต่อได้กำไร  ดังนั้นความเสี่ยงน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย  ถ้าเก็บดอกเบี้ยได้ก็ดีหรือว่าถ้าโดนยึดก็สามารถขายต่อได้เพราะว่าราคามันสูงขึ้น  ดังนั้นธนาคารก็เลยได้ใจประกอบกับต้องการตราสารหนี้เพื่อที่จะไปขายให้ได้มากๆ  ยิ่งเขาขายได้มากก็ยิ่งได้กำไรมาก  แทนที่จะถือยาวเป็น  30 ปีเพื่อเก็บดอกเบี้ยแต่ถ้าขายเลยก็ทำกำไรได้เลย  นายหน้า , โบรกเกอร์ก็ได้ค่าคอมมิชชั่น  ทุกคนต่างได้รับผลตอบแทนที่ดี  ธนาคารจึงเริ่มปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น  เมื่อก่อนอาจจะต้องมีการจ่ายเองก่อน 10%-20%  ตรวจสอบ Statement  ตรวจสอบบูโร  ตรวจสอบอาชีพ  แต่ตอนนี้ไม่ต้องตรวจสอบแล้ว  ทุกคนสามารถที่จะกู้ได้หมดเลยไม่ต้องมีเงินดาวน์สามารถกู้ได้ 100%  คนๆนึงสามารถกู้เงินได้  4-5 หลัง โดยอ้างชื่อคนอื่นซื้อได้ เพราะการกู้ได้ราคาถูกหรือไม่ต้องมีการตรวจสอบและราคาบ้านต่างก็มีการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ  จึงเกิดแรงพลักดันให้ทุกๆคนซื้อบ้าน  เพราะบ้านราคาเติบโตขึ้น  คนที่ไม่เคยซื้อบ้านก็เข้ามาซื้อ  เมื่อเงินกู้สามารถกู้ได้ง่ายขนาดนี้  ฟองสบู่ก็เริ่มเติบโตสูงขึ้นๆ  หนี้สินที่เคยเป็นหนี้ชั้นดีที่เรียกว่า Pram  กับกลายเป็นหนี้ที่เรียกว่าหนี้ชั้นด้อยลงมาที่ดีแต่ว่าดีไม่เท่ากับ Pram  ทำให้คนที่มีประวัติไม่ดี  ติดหนี้บูโร  หรือแม้แต่กระทั่งมีวินัยทางการเงินไม่ดีก็สามารถกู้ได้เยอะขึ้นด้วย

ต้องยอมรับว่าฟองสบู่อสังหา ณ.ตอนนั้นมันเติบโตมหาศาล  ราคาบ้านและที่ดินเติบโตขึ้นสูง  จะขายอย่างไรก็สามารถขายได้  ดังนั้นก็ทำให้ฟองสบู่ฟู่สะพรั่ง  ราคาแพงกว่าความเป็นจริงไปอย่างมหาศาล  เมื่อถึงจุดๆนึงประมาณในปี  2007  ผู้คนก็เริ่มที่จะผ่อนบ้านไม่ไหวเพราะเครดิตบางคนเขาไม่ดี  เริ่มปล่อยให้ถูกยึด  หากปล่อยถูกยึดในจำนวนน้อยๆก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะว่าตลาดเติบโตมาก  ต่อคนยึดมาแล้วก็ยังสามารถขายทอดตลาดได้อยู่ดี  แต่เมื่อมีการเบี้ยวหนี้มากๆ  หลายๆคนพร้อมกัน  ความร้อนแรงที่กำลังโตสูงขึ้นในเรื่องของ Demand Supply  มีคนขายบ้านเยอะ  มีคนที่ถูกยึดเยอะ  ทำให้Demand  หรือความต้องการเมื่อเทียบกับของที่มีในตลาดมันลดน้อยลงทำให้ราคาเริ่ม slow down จนกระทั่งเริ่มติดลบ  เมื่อราคาติดลบ  ทรัพย์เก่าก็ยังงขายไม่ได้ทำให้ Developer ที่เขากู้เงินมาเยอะๆจำเป็นต้องคัดราคาขายถูกเพื่อที่จะใช้หนี้  เพื่อรักษาสภาพคล่อง  ดังนั้นตลาดเองก็มีราคาถูกๆขายอยู่แล้ว  Developer ก็ขายถูกอีก  ทำให้คนที่ซื้อไปแล้วหรือคนที่เป็นลูกหนี้ชั้นดีที่จ่ายหนี้ตามปกติ  รู้สึกกระทบไปด้วยเพราะว่า  สมติว่าต้องจ่ายหนี้ที่เหลืออยู่ประมาณ  500,000 บาทแต่ราคาบ้านเหลืออยู่แค่  200,000  บาท  เขาก็คิดว่าจะทิ้งบ้านหลังนี้เพื่อที่จะไปซื้อหลังใหม่ที่ถูกกว่า  ซึ่งทำให้คนที่เป็นของดี  จ่ายหนี้ตรงตลอดต่างพากันเทขายบ้านของตัวเองทิ้งด้วย  ในฝั่งของธนาคารตอนนี้ไม่สามารถเก็บหนี้ได้  และราคาบ้านที่เป็นทรัพย์สินที่แบล็คอัพหนี้ไว้ดันราคาตกไปอีก  ธนาคารจึงเดือดร้อน  เกิดปัญหา  เป็นจุดที่ฟองสบู่เริ่มแตก  ทำให้ตราสารการเงินที่ชื่อว่า Collateralized Debt Obligation (CDO)  เกิดการพังทลายลงมา  เมื่อมันพังลงมานักลงทุนเองก็ไม่ได้ซื้อเงินสดเขากู้เงินมา  จึงเกิดการพังเป็นทอดๆ ทุกคนต่างพากันล้มละลายทำให้ธนาคารระดับโลกล้มละลาย

ดร.เบน เบอร์นันเก้  ประธานธนาคารกลางสหรัฐปี  2008 ได้ทำการลดดอกเบี้ยเข้าใกล้ 0 นั่นก็คือ 0.25%  แต่การลดดอกเบี้ยก็ไม่สามารถที่จะพยุงตลาดอเมริกาหรือเศรษฐกิจอเมริกาได้  จึงทำการ QE  (Quantitative Easing)  ก็คือนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ  หรือการพิมพ์เงินเข้าระบบเพื่ออุ้มหนี้ต่างๆที่เป็นหนี้เน่า  อย่างเช่น  Mortgage – backed securities (MBS)  หรือแม้กระทั่งพันธบัตรรัฐบาลเองก็ตาม

วิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 2008  ไม่ได้ถูกแก้ไข  แต่เป็นการถูกพิมพ์เงินเข้ามาเพื่ออุ้มเพียงเท่านั้นจึงทำให้ราคาทรัพย์สินมันเพิ่มสูงขึ้นไปกว่าเดิม  เช่น  หุ้น , ทองคำ

ดังนั้นจึงมีนักวิเคราะห์หลายท่านบอกว่า  ตอนนี้ในปี  2020 อยู่ในฟองสบู่ที่ใหญ่กว่าปี 2008 เป็นอย่างมาก

บทสรุป

เรื่องของหนี้ , การLeverage  หรือการกู้เงิน  และการเก็งกำไร  ทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นล้วนมาจากสิ่งต่างๆเหล่านี้  อยากให้ทุกคนได้รู้ทันว่าการเติบโตและพังลงของเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องที่ปกติ

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ

หากบทความนี้มีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วย

Related Posts