ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 29 | มหากาพย์ชายแดน จีน-อินเดีย 100 ปี | จะตอบโต้ แต่อาจเจ็บเอง

มหากาพย์ชายแดน จีน-อินเดีย 100 ปี | จะตอบโต้ แต่อาจเจ็บเอง

หลายๆคนคงทราบเรื่องของการปะทะกันในชายแดนแถวเทือกเขากาลวาน (Galwan valley) และมีผู้เสียชีวิต 20 คน  ซึ่งเป็นชาวอินเดีย  แต่ทางจีนเองก็ไม่ได้ออกมาประกาศว่าเขาสูญเสียทหารไปเท่าไหร่ซึ่งถ้าจะพูดถึงเรื่องการขัดแย้งตรงนี้มันส่งผลกระทบอะไรกับอินเดียและจีน  รวมไปถึงการค้าขายจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนและใครได้ประโยชน์เสียประโยชน์??

อินเดียกับจีนมีเขตแดนที่ติดต่อกันอยู่ 3 ส่วน  ดังรูป

Screen Shot 2563-07-12 at 11.46.32Screen Shot 2563-07-12 at 11.46.23Screen Shot 2563-07-12 at 11.46.43

ซึ่งจุดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์หรือจุดที่มีประเด็นหลักๆ คือส่วนซ้ายตรงแถวKashmir , Ladakh โดยเขตของจีนที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งเป็นทุ่งราบและไม่ได้มีคนอยู่เท่าไหร่  แต่เป็นเขตที่จีนปกครองอยู่ซึ่งถ้าหากดูตามภูมิศาสตร์จริงๆจะเห็นว่าในบริเวณใกล้ๆจะมีทิเบตและซินเจียง

ซึ่งทิเบตเองก็มีความต่อต้านขัดแย้งกันกับคนในท้องถิ่น ทั้งมีเรื่องของประท้วง  ซึ่งเขตขอบๆดินแดนจีนฝั่งนี้เป็นเขตที่ค่อนข้างอ่อนไหวและความขัดแย้งเขตแดนอินเดียเองก็เป็นจุดหนึ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน  ถ้าไปดูในแผนที่จาก Google  จะมีพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของ 3 ประเทศคือปากีสถาน , อินเดีย , จีน  อยู่ตรงกลางดังรูป

Screen Shot 2563-07-12 at 11.56.11

ตรงนี้คือเรียกว่า Kashmir เป็นเขตที่มีความขัดแย้งสูงระหว่างปากีสถานกับอินเดีย

ในอดีตปี 1947 อังกฤษได้คืนเอกราชให้กับอินเดีย  แต่มีข้อขัดแย้งคือว่า แบ่งเป็น 2 ประเภทคือปากีสถานและอินเดีย  ซึ่งปากีสถานส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม  ทุกอย่างดูเหมือนจะเรียบร้อยแต่มีประเด็นหนึ่งก็คือว่าKashmir  ทำการเลือกที่จะเข้าร่วมกับอินเดีย  โดยราชาสมัยนั้นเลือกเข้ากับอินเดีย  คนในKashmir  ส่วนใหญ่คิดเป็น 60 %  เป็นอิสลามซึ่งเขาก็มีความต้องการที่จะเข้ากับปากีสถานมากกว่า  ซึ่งความขัดแย้งตรงนี้มันก็เลยทำให้การปะทะกัน  การต่อต้านและผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น  ซึ่งอินเดียและปากีสถานมีความขัดแย้งกันในเรื่องของเขตแดนและมีการปะทะกันอยู่อย่างต่อเนื่องจนในปีค.ศ 2003 ได้ทำการยุติการยิงโดยมีเส้นแบ่งที่เรียกว่า Line of control เป็นการแบ่งแยก Jammu and Kashmir เป็น 2 โดยครึ่งซ้ายจะถูกปกครองโดยปากีสถานและครึ่งล่างจะถูกปกครองโดยอินเดียนั่นเอง

Screen Shot 2563-07-12 at 12.00.28

ซึ่ง Kashmir เป็นประเด็นหนึ่งตรงที่ว่าเขตที่มีประเด็นมีปัญหาพิพาทกับจีนเรื่องของชายแดนมันอยู่ในKashmir

Screen Shot 2563-07-12 at 12.05.26

ย้อนกลับไปในอดีตที่อังกฤษครอบครองอินเดียอยู่ในทศวรรษที่ 19 ในพื้นที่ที่เรียกว่า อักไสชิน  ที่เป็นของประเทศจีนในปัจจุบัน  ซึ่งในตอนนั้นอังกฤษเรียกเคลมสิทธิ์เป็นของอังกฤษ  ดังนั้นก็ถือว่าอยู่ในอินเดียซึ่งพื้นที่ตรงนี้ถูกครอบคลุมตามเทือกเขาคุนหลุน  ที่เป็นของจีนในปัจจุบันอินเดียเป็นอิสระจากอังกฤษในปี 1947 ต่อมาในอีก 3 ปีคือปี 1950 ทางจีนได้ทำการสร้างถนนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงอักไสชิน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีน  ความจริงด้วยภูมิศาสตร์มันถูกคั่นด้วยเทือกเขาหิมาลัยดังนั้นเมื่อจีนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของจีน  ตอนนั้นผู้นำจีน โจว เอินไหล  เขาได้บอกว่าเขาไม่รู้เรื่องที่อังกฤษอ้างสิทธิตรง  อักไสชิน  จีนไม่ได้ยอมรับตรงนั้นซึ่งความขัดแย้งมันก็ได้เรื้อรังมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นสงครามจริงๆขึ้นมาในปี 1962 ที่จีนและอินเดียปะทะกันโดยมีผู้เสียชีวิตเยอะมากในอินเดียเสียชีวิตประมาณ 1,400 คนและจีนเสียไปประมาณ 700 คน  แต่บทสรุปของสงครามก็ทำให้จีนได้ครอบครองสิทธิอักไสชินไป

ในเรื่องของความขัดแย้งในดินแดนจีนและอินเดียก็เรื้อรังตั้งแต่ปีสมัยที่ 19  หรือประมาณ 120 ปี  และความขัดแย้งยังยาวมาถึงในปัจจุบันที่มีการปะทะกันการยิงกันจนเกิดการเสียชีวิต 20 คนของอินเดีย  ซึ่งก็เป็นการเสียชีวิตในรอบ 45 ปี

เมื่อมาถึงตรงนี้หลายๆคนก็จะรู้สึกว่ามันดูขัดแย้งกันจริงๆ  เป็นเสมือนคู่แค้นคู่อาฆาตแต่ทำไมถึงเป็นเพื่อนรักด้วย  ถ้าลองมองดูในเรื่องของความสัมพันธ์ทางด้านการค้าของจีนกับอินเดียก็คือมีความผูกพันกันอย่างมาก  มีการเข้าร่วมโครงการการค้ากันหลายอย่าง  การนำเข้าส่งออกไปหากันและกัน  ซึ่งจะเห็นจากรูปว่าอินเดีย import ของจากจีนค่อนข้างเยอะ

Screen Shot 2563-07-12 at 14.05.19

ที่ประเทศอินเดีย  import ของจากจีนเยอะเพราะว่าคนส่วนใหญ่ของอินเดียเป็นคนที่มีรายได้น้อย  และซึ่งของจีนนั้นเป็นของที่มีราคาถูก  ส่วนจีนนำเข้าของอินเดียเป็นส่วนน้อย  อย่างเช่น  พวกผ้าไหมและวัตถุดิบทางธรรมชาติที่จีนนำเข้าอินเดีย  แต่ว่าทางของจีนนำเข้าไปในอินเดียเยอะกว่าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเพราะว่าสินค้าราคาถูก

Screen Shot 2563-07-12 at 14.17.26

เรื่องของความสัมพันธ์ในระดับโลกจีนก็มีการจับมือกันทางเศรษฐกิจ  ในเรื่องของการธนาคารที่คานอำนาจของ world bankเรียกว่ากลุ่ม big ที่มีบราซิล  จีน  อินเดีย รัสเซียและ south แอฟริกา ในองค์กรเรื่องของด้านการทหารที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับนาโต้ที่ว่า  Shanghai cooperation organisation at a grance อินเดียเองก็เป็นอยู่ในการ observer ในการที่สังเกตการณ์ก่อนที่จะเข้าร่วมดีไหม  โดยกลุ่มนี้ต้องเรียกว่าเป็นกลุ่มเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้  ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักๆของจีนกับรัสเซียเพื่อที่จะคานอำนาจทางทหารกับนาโต้ทางฝั่งอเมริกา และยุโรป

จะเห็นว่าที่มาของเพื่อนรักเพื่อนแค้นเป็นอย่างไรถึงแม้จะมีความขัดแย้งในส่วนของชายแดนเป็นร้อยปี  แต่ว่าในเรื่องของการค้าเองความสัมพันธ์ทางด้านการทูตระหว่างประเทศ  ก็ดูเข้มแข็งและมีความร่วมมือในเวทีโลกค่อนข้างเยอะ

ทำไมตอนนี้จึงมีจุดสนใจและมีความขัดแย้งกันอย่างมาก??

– หากได้มองย้อนหลังกลับไปสู่ความขัดแย้งในKashmir  ที่มีมาตลอดเวลาซึ่งอินเดียก็พยายามที่จะไม่ได้บอกความคืบหน้าหรือความรุนแรงจากการประท้วงที่เกิดขึ้นในKashmir  แต่กลับเป็นปากีสถานที่เอาเรื่องราวเหล่านี้ไปอ้างถึงศาลโลก  ที่อินเดียได้ทำกับสิทธิมนุษยชนอย่างนั้น  ทำกับผู้ประท้วงอย่างนี้  ซึ่งเป็นเหมือนเมืองลับแลเป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้เบื้องลึกข้างในแต่ถ้าลองมองดูในเรื่องของภูมิศาสตร์จริงๆแล้ว  ตรงKashmir  เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มี 3 ประเทศด้วยกันนั่นคือ  จีน , อินเดีย  และปากีสถาน  ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาต่างๆที่ค่อนข้างสูงยุทธศาสตร์ในการทหารค่อนข้างดีเยี่ยม  เพราะว่ามันสามารถมองเห็นพื้นที่ดินแดนทั้งสามประเทศได้เลยอย่างเช่น  เทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาโคราโครัม  โดยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางด้านการทหารแต่ถ้าจะมองลึกลงไปมีข้อสังเกตว่าจีนเองก็ไม่ได้อ้างตัวในสิทธิ์พื้นที่ตรงนี้เท่าไหร่  แต่จะมีปากีสถานกับอินเดียเป็นส่วนใหญ่  สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของ China pakistan economic corridor หรือว่า CPEC  เป็นเส้นทางเชื่อมกันทางรถไฟ  ซึ่งถ้าดูจากภาพแล้ว

Screen Shot 2563-07-12 at 14.18.22

ซึ่งลากผ่านจากจีนไปปากีสถานโดยผ่านKashmir  ก็ต้องยอมรับว่าKashmir  จากก่อนถูกเข้ากับอินเดียเรียกว่า  เป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกัน แล้วทำการลากผ่านจุดที่พิพาทอย่างนี้อินเดียก็คงรู้สึกว่ากำลังทำอะไรในพื้นที่ของฉัน

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าปากีสถานกับจีนอาจจะมีข้อตกลงเบื้องหลังในโครงการนี้ด้วยซึ่งโครงการนี้มันก็เชื่อมโยงไปในหลายๆทุกภาคส่วน  แต่ในฝั่งตะวันตกของจีนเองก็มี 2 ทางออก ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญยังไงก็พลาดไม่ได้

ซึ่งความขัดแย้งของการทหารที่มีการปะทะและมีผู้เสียชีวิต  ต่อมารัฐบาลอินเดียได้ทำการเดินหน้าแบน application สัญชาติจีนไป 59 รายการรวมทั้ง Tiktok เองด้วย  โดยให้เหตุผลว่าเป็นการไม่ปลอดภัยในเรื่องของข้อมูลรวมถึงกับแบนหัวเว่ยด้วย ซึ่งกระแสการ Boycott เทคโนโลยีจีนหรือว่าบริษัทจีนเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆมีการเผารูปภาพของสี จิ้นผิง  Boycott อาหาร  ซึ่งก็มีประเด็นในเรื่องของการแอนตี้จีนหลายประเทศไม่ใช่แค่ประเทศอินเดียนอกจากแสดงสินค้าจีน  แล้วอินเดียเองยังเล็งขึ้นภาษีสินค้านําเข้าจากจีนหลังความสัมพันธ์ 2 ประเทศย่ำแย่ลง คือตั้งแต่ปะทะกันและมีผู้เสียชีวิตก็ต้องมีมาตรการบางอย่างที่มาตอบโต้ ดังนั้นการตอบโต้ทางด้านภาษีสินค้าเองก็เป็นประเด็นหนึ่ง  แต่มีนักวิเคราะห์หลายรายได้วิเคราะห์ว่าการแบนสินค้าจีนหรือ Boycott จีนของอินเดียบางครั้งสุดท้ายอาจจะเดือนร้อนเอง  ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่มีรายได้ค่อนข้างน้อยดังนั้นการบริโภคสินค้าจีนหรือการใช้สินค้าจีนที่มีราคาถูกก็เป็นสิ่งที่จำเป็น  ถ้าดูในตัวเลขการเทรดของทั้ง  2 ประเทศอินเดียนำเข้าของจากจีนในปริมาณที่สูงมากและเป็นไปได้ด้วยว่าของที่ราคาถูกถ้าขึ้นภาษีแบนสินค้าจีนสุดท้ายอาจจะเดือดร้อนเอง  เพราะว่าประชาชนจะต้องใช้ของที่แพงขึ้นนั่นเอง  ซึ่งอินเดียมีมูลค่าที่นำเข้าสินค้าจากจีนมากถึง 90.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (2.7 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 14.63 % ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของอินเดีย

ซึ่งความขัดแย้งตรงนี้ที่ปะทุขึ้นมาก็ต้องรอดูต่อไปว่าในเรื่องของการผูกมิตรทางการค้าหรือในเวทีโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นไร  ซึ่งก็เป็นเหมือนคู่รักคู่แค้น  แค้นก็คือส่วนแค้นแต่ช่วงหลังๆการจับมือกันทางด้านเศรษฐกิจมันเริ่มดีขึ้น.

หากบทความนี้มีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วย

Related Posts