ภาษาเศรษฐี ตอนที่ 11 | การปล้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปล้นทีเอาทั้งประเทศ!!

การปล้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปล้นทีเอาทั้งประเทศ

เชื่อว่าหลายคนจะจำภาพการล่าอาณานิคมได้ในสมัยก่อนจะมีการล่าอาณานิคมประเทศปล้นสะดม  ปล้นคนไปเป็นทาสส่งบรรณาการ  คุณรู้ไหมว่าสิ่งเหล่านี้มันมีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ตั้งแต่สมัยโบราณกรีก  โรมันหรือแม้สมัยรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5  กลุ่มประเทศอังกฤษ  ฮอลันดา  ก็ยังมีมาตลอดแต่คุณรู้ไหมว่าทำไมสมัยนี้การล่าอาณานิคมถึงไม่มีแล้วการที่เอาเรือมายิงกันลบกันทำไมถึงไม่มีแล้ว

คำถามก็คือว่ามันไม่มีแล้วจริงๆหรือว่ามันมีแต่ว่าคุณไม่รู้???

– คุณต้องเข้าใจก่อนนะว่าการล่าอาณานิคมจุดเป้าหมายของมันก็คือว่าปล้น  ปล้นทรัพยากร  ปล้นวัตถุดิบให้ส่งบรรณาการไปให้ประเทศเขาเพราะสมัยก่อนประเทศฝั่งยุโรปเป็นประเทศที่ปลูกพืชลำบากไม่เหมือนกับในฝั่งเอเชียดังนั้นจึงต้องออกไปปล้นทรัพยากร  ยึดข้าวสารกลับไปยังประเทศของเขา  แต่ในปัจจุบันการทำแบบนั้นมันสูญเสียพลังทรัพยากรมนุษย์  ต้องไปยิงปืนเข็นฆ่ากัน ถ้ามีวิธียึดประเทศวัตถุดิบทรัพยากรได้ง่ายโดยที่ไม่ต้องมารบราฆ่าฟันกัน  ถ้าเป็นแบบนั้นก็ฟังดูแล้วน่าสนใจกว่ากับการที่ต้องถือปืนมายิงกันประเด็นคือว่าทำอย่างไรล่ะ…

ก่อนอื่นเลยอยากให้คุณเข้าใจในกระแสเงินของโลกใบนี้ก่อน  ธนาคารกลางแต่ละประเทศมีหน้าที่ควบคุมเงินเข้าออกของประเทศถ้าพูดถึงธนาคารของประเทศก็คือเป็นแบบนั้น  ถ้าธนาคารกลางของโลกล่ะมันคือ  federal reserve system ธนาคารกลางของอเมริกา  ด้วยเหตุผลดังนี้อย่างแรกเลยคือ  Fed คือกระเป๋าตังของโลกใบนี้ทุกประเทศในโลกจำเป็นต้องมีทุนสำรองมีเงินดอลลาร์เก็บเอาไว้  คำว่าธนาคารกลางของสหรัฐ  มีหน้าที่พิมพ์เงินดอลลาร์เพื่อแจกจ่ายเงินดอลล่าไปอยู่ทั่วโลก  แสดงว่าถ้าเงินดอลลาร์กระจายไปอยู่ทั่วโลกการขึ้นดอกเบี้ย  การลดค่าเงินดอลลาร์  มันส่งผลกระทบต่อประเทศทั้งโลกใบนี้  ดังนั้นถ้าFed หรือธนาคารกลางของอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยเงินทั้งโลกจะปั่นป่วนอย่างเช่น  ถ้าธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยทำให้เงินอเมริกา             เงินดอลลาร์ทั้งโลกจะไหลเข้าอเมริกาจะไหลกลับมา  อีกมุมนึงก็คือว่าเงินดอลลาร์ทั้งโลกจะไหลออกจากทุกประเทศและในทางกลับกันถ้าFed ลดอัตราดอกเบี้ย เงินดอลลาร์จะไหลเข้าไปอยู่ทุกประเทศในโลก  และนั่นเป็นที่มาว่าการขึ้นดอกเบี้ยของFed  แต่ละครั้งได้รับความสนใจไปทั่วโลกการประชุม  การขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้งของFed  มีคนสนใจมากกว่าประธานาธิบดีอเมริกาพูดอีก  เพราะว่าการที่Fed ขึ้นดอกเบี้ยกระแสเงินทั้งโลกจะถูกเปลี่ยนด้วยพูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่าอเมริกาสามารถควบคุมกระแสเงินดอลลาร์ได้ทั้งโลก  หลายคนสงสัยว่าก็แค่คุมกระแสเงินสดได้มันจะมีปัญหาอะไร  ยิ่งใหญ่แค่ไหน  มันสำคัญมากคุณจำบทความครั้งที่แล้วได้ไหมว่าเงินเข้าประเทศไหน  ประเทศนั้นจะรวยแต่พอเงินออกประเทศ  นั้นแทบจะล่มจมนึกถึงภาพปี 40 เอาไว้  แต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยมันเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการทำให้กระแสเงินไหลเข้าหรือไหลออกประเทศใดประเทศหนึ่งแต่ถ้าหนักๆจริงๆก็คือบริษัทจัดเรตติ้งจัดอันดับ  เคยได้ยินไหมว่าเรตติ้งของไทยทุกปรับไปเป็นทีละ 3 ความน่าเชื่อถือไทยลดลงคำถามคือว่าบริษัทพวกนี้เอาอะไรวัด 2. คือมันเป็นของใครซึ่งคุณรู้ไหมว่าบริษัทจัดเรทติ้งพวกนี้เป็นของอเมริกาทั้งนั้น

อะไรคือวิกฤตเศรษฐกิจที่โดนยึดจริง  ปล้นประเทศกันจริงๆในปี 1985 นั่นคือวิกฤต Tequila crisis!!!

– เกิดในแถบอเมริกาใต้ประเทศที่อยู่ในลาตินอเมริกาได้แก่  เม็กซิโก  บราซิล  อาร์เจนตินา  ชิลี  ซึ่งเม็กซิโกเองเป็นประเทศที่ถูกขับเคลื่อนโดยนโยบายของรัฐบาล  รัฐบาลเป็นคนที่บริหารประเทศทุกอย่างที่เป็นสารนูปโภค  โครงสร้างทุกอย่างจะเป็นของรัฐบาลหมดเลย เช่น ปตท.สมัยในอดีตที่เป็นของรัฐบาล  การไฟฟ้า  การคมนาคมทุกอย่างเป็นของรัฐบาลหมดเลย  คือดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยให้รัฐบาล  หนุนคนสร้างบริษัทพวกนี้ขึ้นมา ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าถ้ารัฐบาลเป็นคนทำเองจะต้องมีความเชื่องช้าอาจจะมีคอรัปชั่นบ้าง  ก็อาจจะเป็นไปได้อาจจะไม่ถูกใจผู้คนบ้าง  ทำไม่ทันสมัย  คนก็บ่นกันไป  อยากให้คุณได้ลองมองเห็นภาพว่าประเทศเม็กซิโกตอนนั้นสร้างโดยใช้ภาษีของประชาชนทรัพย์สินทุกอย่างบริษัททุกอย่างสารนูปโภคทุกอย่าง  การไฟฟ้าเป็นของประชาชน 100% ในปี 1971 อเมริกายกเลิกมาตรฐานทองคำและลดอัตราดอกเบี้ยของตัวเองลงด้วย  ในตอนนั้นประเทศอเมริกาเศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ยิ่งลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผลตอบแทนต่างๆในการลงทุนประเทศก็ลดน้อยลงซึ่งในทางกลับกัน ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาเศรษฐกิจเติบโตดีมากและน่าลงทุนมากกว่าทำให้ธนาคารในอเมริกาปล่อยกู้ให้รัฐบาลเม็กซิโกเงินต่างชาติในการลงทุนก็ไหลเข้าสู่เม็กซิโกและกลุ่มแถบลาตินอเมริกาสูงมหาศาลมาก  พอเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างมากอย่างที่ทุกคนรู้ว่าเงินมันถูก Multiply ในระบบการจับจ่ายการจ้างงาน  หุ้นก็เติมโต  พอเงินเข้ามาซื้อเยอะลงทุนหุ้นเติบโตสูงมากในขณะเดียวกันหนี้สาธารณะที่มาจากอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นด้วยคุณต้องเข้าใจว่าตอนนั้นดอกเบี้ยอเมริกาถูกมากพอดอกเบี้ยถูกคนก็อยากจะกู้เงินดอกเบี้ยถูกๆมาลงทุนเพราะว่ากำไรสูง  พอเงินเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆอัตราเงินเฟ้อของประเทศก็เติบโตขึ้นอย่างเม็กซิโก  อัตราเงินเฟ้อจาก 2% เป็น 4% และในขณะเดียวกันที่ประเทศอาร์เจนตินาและชิลีเติบโตเป็น 100% อัตราเงินเฟ้อ 100% ต่อปี  และยังไม่จบหนี้สินของรัฐบาลเม็กซิโกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนในปี 1982 หนี้สินของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็น 15 เท่าทุกอย่างดูเหมือนจะสวยงามประเทศชาติมีความร่ำรวยเงินไหลเข้ามาเยอะแต่ในความฝันสวยงามจบที่ปี 1979 ในปี 1979 อเมริกาหรือธนาคารกลางอเมริกาปรับดอกเบี้ยให้มันสูงขึ้นและสูงที่สุดในปี 1982 ถ้าคุณไปดูกราฟอัตราดอกเบี้ยย้อนหลังของอเมริกาควรจะเห็นปี 1972  ดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น  แต่พอในปี 1982 ดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 18-19 เปอร์เซ็นต์ 4% ไป 19% แน่นอนว่าเม็กซิโกก็ตายเช่นเดียวกันดอกเบี้ยสูงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมตั้ง 5 เท่าแล้วพอเม็กซิโกเริ่มจ่ายหนี้ไม่ไหวสิ่งที่เกิดขึ้นคือคนเริ่มไม่เชื่อถือ  เริ่มจ่ายหนี้ผิดพลาด  เริ่มเบี้ยว  ค้างชำระบ้าง  องค์กรจัดเรตติ้งโผล่ขึ้นมาเม็กซิโกตอนนั้นถูกจัดเรตติ้งเป็นตัวอันตรายเรตติ้งตกถูกลดความน่าเชื่อถือทำให้ทุนต่างชาติไหลออกค่าเงินร่วงอย่างรุนแรงเพราะค่าเงินบางตัวมันต้องใช้ความน่าเชื่อถือระดับนึง  ถึงจะกล้าลงทุนได้แต่พอความน่าเชื่อถือมันตกต่ำกองทุนหรือเงินก็ไม่สามารถลงทุนได้เพราะว่ามีความเสี่ยงสูงพอเงินในประเทศถูกดึงออกไปหมดเลยแล้วธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ของเม็กซิโกก็มาตามนัดมาเรียกคืนเงินกู้ยืมได้เท่าไรเอาคืนให้หมดพร้อมดอกเบี้ย  เพราะเขารู้สึกว่าเม็กซิโกถูกปรับเรตติ้งไม่น่าเชื่อถือเบี้ยวหนี้แน่นอนใช้ไม่ไหว  จึงดึงหนี้ทั้งหมดพอธนาคารเจ้าหนี้ดึงหนี้คืนเงินที่Multiply  ในระบบก็ถูกดึงไปด้วย พอถูกดึงประชาชนก็ฝืดเคือง  เศรษฐกิจเริ่มแย่  เงินกู้ก็ไม่ปล่อยพอถูกดึงเงินคืนก็เจ๋งพอเป็นแบบนี้เศรษฐกิจแย่ประชาชนเริ่มกลัวกลัวว่าธนาคารจะเจ๊งก็แห่กันถอนเงินช่วงนี้เหมือนปี 40 ที่คนไปแห่ถอนเงิน  คุณต้องมองธนาคารก่อนว่าในช่วงนั้นเจ้าหนี้ธนาคารต่างประเทศก็ขอเงินคืน  ประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้ของอีกคนนึงก็ขอเงินคืนด้วยดึงคืนทั้งหมดธนาคารก็จะไม่เหลืออะไรธนาคารล้มระนาว  ทำให้ค่าเงินของเม็กซิโกร่วงกระฉูดหลายเท่า  เม็กซิโกต้องเรียกเงินเข้ามาด่วนสุดท้ายไม่ไหว  จึงต้องพึ่งพา IMF เข้ามาช่วยเงินทุนใช้หนี้เจ้าหนี้ก็คือธนาคารในอเมริกา IMF ปล่อยเงินกู้ให้เม็กซิโก  เพื่อให้เม็กซิโกไปใช้หนี้ของเจ้าหนี้เก่าแต่ว่าดอกเบี้ยไม่สูงแต่ที่หนักกว่านั้นก็คือเงื่อนไขที่ตามมา

เม็กซิโกต้องแปรรูปรัฐวิสหกิจใช้หนี้เช่น  การสื่อสารไฟฟ้า , การประปา  ทุกอย่างต้องถูกแปรรูปขายใช้หนี้ประเทศคุณอย่าลืมว่าพวกสารนูปโภค  การไฟฟ้า  การโทรศัพท์ เป็นสมบัติของประเทศที่ใช้เงินของประชาชน  ภาษีของประชาชนในประเทศตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์สร้างมาจนถึงทุกวันนี้แต่ว่าวันนี้มันถูกขาย  ข้าวของตลาดแล้วใครมาซื้อก็เงินทุนที่ไหลออกไปครั้งที่แล้วมันกลับเข้ามาใหม่แต่กลับเข้ามาในอัตราส่วนการแลกเปลี่ยนใหม่  เมื่อก่อนสมมุติว่าดอลลาร์ 1 ดอลลาร์แลกได้ 1 เม็กซิโก (สมมติ)  แต่พอเงินของเม็กซิโกมันต่ำลงมาก  ที่นี้ 1 ดอลลาร์แลกได้มากกว่าเดิม  มองอีกมุมหนึ่งก็คือว่าสินค้าในเม็กซิโก  ตลาดในเม็กซิโก  ลดราคาด้วย ลดราคาจากค่าเงินที่เสื่อมถอยสมดุลลดลงไปครึ่งนึงหมายความว่าประเทศเม็กซิโกถูกยึดสินค้าออกไปเลยครึ่งนึงทั้งประเทศและยังไม่พอนอกจากค่าเงินลดลงราคาในตลาดตอนนั้นก็ลดลงสุดๆ 80% ไปด้วยก็เพราะว่าเกิดวิกฤติธนาคารเองก็จะเจ๊ง  ต้องขายลดราคาเพราะว่าประเทศไม่น่าเชื่อถืออีกแล้ว  1 ดอลลาร์ที่กลับเข้ามาซื้ออะไรได้เยอะมาก  คุณเห็นไหมว่าทำทีเดียวแล้วซื้อมันทั้งประเทศ  ปล้นทั้งประเทศถ้าเป็นแบบนี้  จะทำสงครามให้เมื่อยให้ล้มตายกันทำไมเมื่อสามารถปล้นแบบนี้ได้

บทความมีค่อนข้างรุนแรงก็ต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วย  แต่ตั้งใจทำมาเพื่อให้คุณได้รู้ว่าที่จริงแล้วโลกเราไม่เคยเปลี่ยนไปจากอดีตเลยแต่แค่เปลี่ยนวิธีการเท่านั้นเองคือตอนนี้ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมแต่ว่ามันมาในรูปแบบใหม่  ในรูปแบบการเงินรูปแบบวิกฤตเศรษฐกิจแต่หากวันนี้คุณรู้ไม่ทันคุณก็ไม่มีอาวุธที่จะไปสู้เขา  คุณต้องมีความรู้ทางการเงินเท่านั้น

*****บทความนี้หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วย

Related Posts